วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ธปท.ชี้ไทยยังไม่ใช่ Japanification ชูศักยภาพเศรษฐกิจเหลือ

ธปท.มองไทยยังไม่เหมือน “Japanification” ชี้โจทย์หลักอยู่ที่โครงสร้าง-รายได้ ห่วง 5 ปัจจัยเสี่ยงกดเศรษฐกิจ

 คุณปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะมีตัวเลขบางด้านที่มีลักษณะคล้ายกับภาวะ “Japanification” ซึ่งหมายถึงภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำและเงินเฟ้อต่ำ

แต่สาเหตุและบริบทของประเทศไทยอาจมีความแตกต่างกันที่ญี่ปุ่นเผชิญ โดยไทยยังมีศักยภาพด้านการผลิตและการบริการที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกมาก ขณะที่ปัญหาหลายด้านเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

โดย ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดยมีรากเหง้ามาจากรายได้ของประชาชนที่ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย และไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมา ธปท.ได้พยายามแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงการผลักดันแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ หรือ Responsible Lending อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาอยู่ที่การเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน

ขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญอีกด้านคือการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยภาคธุรกิจจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงหรือ Transform รูปแบบการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการผลิต เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังสามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพดังกล่าวได้ไม่เต็มที่

สำหรับระยะต่อไป ธปท.ระบุว่ามีหลายปัจจัยที่ต้องติดตาม โดยประเด็นแรกคือ ความต่อเนื่องของวัฏจักร AI ว่าจะสามารถสร้างแรงส่งให้กับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยได้ต่อเนื่องยาวนานเพียงใด

ประเด็นที่สองคือ สถานการณ์สงครามและนโยบายการค้า โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งหากกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน ขณะเดียวกันยังต้องติดตามนโยบายกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ

ประเด็นที่สามคือ มาตรการภาครัฐ โดยต้องติดตามผลของมาตรการที่ออกมาเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนว่าจะสามารถสร้างแรงส่งต่อเศรษฐกิจในระยะต่อไปได้มากน้อยเพียงใด

ประเด็นที่สี่คือ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ หรือ Short-haul ซึ่งยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ จึงเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตามต่อเนื่อง

ส่วนประเด็นที่ห้าคือ สถานการณ์เอลนีโญ โดย ธปท.คาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และต่อเนื่องไปถึงไตรมาสแรกของปีหน้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร