ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าวันที่ 13 พ.ค.69 ปรับตัวขึ้นแรง 35.33 จุด หรือ 2.38% มาอยู่ที่ระดับ 1,518.89 จุด โบรกเกอร์เผยปัจจัยหนุนหลักมาจากการที่หุ้น DELTA ปรับตัวขึ้นแรงกว่า 8% ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อดัชนีโดยรวม การฟื้นตัวของ DELTA เป็นผลมาจากแรงซื้อคืน (Buy on Fact) หลังจากตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับการปรับสมดุลดัชนี MSCI
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าวันที่ 13 พ.ค.69 ปรับตัวขึ้นแรง 35.33 จุด หรือ 2.38% มาอยู่ที่ระดับ 1,518.89 จุด
- ปัจจัยหนุนหลักมาจากการที่หุ้น DELTA ปรับตัวขึ้นแรงกว่า 8% ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อดัชนีโดยรวม
- การฟื้นตัวของ DELTA เป็นผลมาจากแรงซื้อคืน (Buy on Fact) หลังจากตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับการปรับสมดุลดัชนี MSCI
- ก่อนหน้านี้นักลงทุนกังวลว่าหุ้น DELTA อาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากการปรับดัชนี MSCI แต่เมื่อผลออกมาไม่รุนแรงตามที่คาดการณ์ จึงเกิดแรงซื้อกลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ความเคลื่อนไหว "หุ้นไทย" ภาคเช้า ณ วันที่ 13 พ.ค.2569 เวลา 10.50 น. ปรับขึ้น 35.33 จุด หรือ 2.38% อยู่ที่ 1,518.89 จุด มูลค่าการซื้อขาย 29,523.41 ล้านบาท
อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าวันนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น โดยดัชนีหุ้นไทยบวกขึ้นราว 35 จุด จากแรงหนุนหลักของหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ หุ้น DELTA ที่ปรับตัวขึ้นแรงกว่า 8% ส่งผลต่อดัชนีโดยตรง สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของหุ้นขนาดใหญ่ที่มีต่อตลาดโดยรวม
ทั้งนี้ การฟื้นตัวของ DELTA รอบนี้เป็นผลมาจากแรงซื้อคืนในลักษณะ Buy on Fact หลังตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับการปรับสมดุลดัชนี MSCI ซึ่งก่อนหน้านี้นักลงทุนมีความกังวลว่าหุ้น DELTA อาจได้รับผลกระทบเชิงลบ จนทำให้ราคาหุ้นอ่อนตัวลงต่อเนื่องหลายวัน อย่างไรก็ตาม เมื่อผลการปรับดัชนีออกมาชัดเจน และไม่ได้รุนแรงตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จึงเกิดแรงซื้อกลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาหุ้นฟื้นตัวแรงในวันนี้
นอกจาก DELTA แล้ว หุ้นในกลุ่ม MSCI Small Cap ก็ได้รับความสนใจเช่นกัน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มสินค้าตกแต่งบ้าน และค้าปลีกประเภท MRDIYT ที่ปรับตัวขึ้นตามกระแสเงินทุนจากการรีบาลานซ์ดัชนี ขณะที่หุ้นหลายบริษัทเริ่มเคลื่อนไหวตามผลประกอบการไตรมาสแรกที่ทยอยประกาศออกมา
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นแรงผิดจากที่นักวิเคราะห์บางส่วนคาดไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะเคลื่อนไหวในลักษณะซึมตัว แต่ทว่ายังแนะนำให้นักลงทุนใช้จังหวะตลาดฟื้นตัวในการทยอยขายทำกำไร เนื่องจากมองว่า Upside ของตลาดยังค่อนข้างจำกัด
นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงต้องติดตามแรงกดดันจากภายนอกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก หรือ Bond Yield ที่ยังปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกดดันต่อ Valuation ของตลาดหุ้น ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ที่ยังไม่มีสัญญาณผ่อนคลาย ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินทั่วโลก
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





