วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 11 พ.ค.69 ‘อ่อนค่า‘ สงครามยังไม่แน่นอนสูง

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 11 พ.ค.69  ‘อ่อนค่า‘ สงครามยังไม่แน่นอนสูง

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.30 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  32.19 บาทต่อดอลลาร์ 

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.85- 32.65 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.15-32.45 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 32.15-32.32 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นพอควรของราคาน้ำมันดิบ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน 

ขณะเดียวกัน แม้ทั้งสองฝ่ายจะยังคงอยู่ในภาวะหยุดยิง แต่ยังคงมีการเผชิญหน้ากันและมีการปะทะกันบ้างในพื้นที่บริเวณช่องแคบ Hormuz ซึ่งภาพดังกล่าวได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่อาจทำให้บรรดาธนาคารกลางหลักอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดตึงตัวมากขึ้น สะท้อนผ่านการปรับตัวลงอีกครั้งของ ราคาทองคำ(XAUUSD) ซึ่งเพิ่มแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาเช่นกัน  

แนวโน้มเงินบาท 

เรามองว่า แม้โมเมนตัมการอ่อนค่าของ เงินบาท (USDTHB) จะอ่อนกำลังลงบ้างในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตอบรับความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่าโมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทนั้นยังคงมีกำลังอยู่ กอปรกับ ความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ที่หากส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาดจะยังคงช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ ขณะเดียวกัน การเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) โดยทางการญี่ปุ่นอาจเริ่มชะลอลง หลังการเข้าแทรกแซงในช่วงที่ผ่านมาได้ทำให้ผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะฝั่งเก็งกำไร (Speculators) ได้ปรับลดสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่าลง) ไปพอสมควรแล้ว ซึ่งจะช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ที่อาจเกิดขึ้นในจังหวะมีการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น 

เรามองว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงได้ หรืออย่างน้อยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ที่กว้าง นอกจากนี้ โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติในสัปดาห์นี้จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เหลือเพียงราว 4 พันล้านบาท ซึ่งอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงไม่ได้มาก

ทำให้สุดท้าย ทิศทางของเงินบาทอาจขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ โดยเรายังคงประเมินและขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูง และการใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เป็นอย่างดีภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน 

เราประเมินว่า แนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อาจมีความชัดเจนมากขึ้น หลัง Trump-Xi Summit ได้ เนื่องจากทางการสหรัฐฯ อาจต้องการให้ทางการจีนเป็นอีกหนึ่งตัวกลางที่ช่วยเจรจากับฝั่งอิหร่าน ผ่านความสัมพันธ์อันดีระหว่างอิหร่านกับจีน โดยอาจแลกเปลี่ยนกับข้อตกลงบางอย่างระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เช่น ลดความรุนแรงของมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน หรือทยอยปรับลดการจำกัดการส่งออก High Performance Chip/Semiconductors จากสหรัฐฯ ไปยังจีน เป็นต้น

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ที่จะกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ได้อย่างมีนัยสำคัญ

 มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของบรรดาธนาคารกลางหลักลงบ้าง ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเจราหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตา แนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และ Trump-Xi summit อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ  

▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ การประชุมสุดยอดผู้นำระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งอาจมีการพูดถึงประเด็นสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (ที่ปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง) ได้มากขึ้น ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนเมษายน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และอย่างน้อยอาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมิน FED มีโอกาส % ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนสูงของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED พร้อมกับรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกเหนือจากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งสองธนาคารกลางหลัก นอกเหนือจากการรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจจากฝั่งยุโรป อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนี (ZEW Survey) เดือนพฤษภาคม รวมถึง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจของยูโรโซนและอังกฤษ ในไตรมาสแรกของปี 2026 พร้อมกับ ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของทั้งยูโรโซนและอังกฤษ ในเดือนมีนาคม ที่จะสะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภาพเศรษฐกิจโดยรวมของฝั่งยุโรป รวมถึงผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิต พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งยุโรป ซึ่งจะส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้ 

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนเมษายน พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งเอเชีย ซึ่งจะส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้     

▪ ฝั่งไทย – เราประเมินว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนเมษายน มีแนวโน้มปรับตัวลงต่อเนื่อง ตามผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่วนในสัปดาห์นี้ โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เหลือเพียงราว 4 พันล้านบาท ซึ่งอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงไม่ได้มาก โดยเฉพาะในกรณีที่ เงินบาทได้แรงหนุนด้านแข็งค่า หากผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่อาจมีความชัดเจนมากขึ้น หลัง Trump-Xi Summit ได้

ทั้งนี้ ในช่วงที่เหลือของเดือนพฤษภาคม โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลยังคงสูงราว 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้บ้าง อนึ่ง เราขอเน้นย้ำ ว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูง