ตลท. ลุยดึง “เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ” จับมือ “บีโอไอ” ปั้นสิทธิประโยชน์จูงใจ “กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ระดมทุนในไทย คาดชัดเจนไตรมาส 3 นี้
KEY POINTS
- ตลท. ร่วมมือกับบีโอไอพิจารณาสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เพื่อดึงดูดบริษัทต่างชาติในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น Data Center และ Semiconductor ให้เข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นไทย
- ตลท. เตรียมปรับปรุงเกณฑ์การรับบริษัทเข้าจดทะเบียนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การลดเกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) สำหรับบริษัทในกลุ่ม New S-Curve
- คาดว่ามาตรการและเกณฑ์ใหม่ที่ปรับปรุงจะมีความชัดเจนและพร้อมประกาศใช้ภายในไตรมาสที่ 3 ปี 2569
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลัตกทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าสำคัญความร่วมมือระหว่าง ตลท. กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อพิจารณาสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center, Semiconductor และแผงวงจรไฟฟ้า (PCB) เพื่อจูงใจให้บริษัทเหล่านี้เข้ามาใช้ตลาดทุนไทยในการระดมทุน แทนการพึ่งพาเงินทุนจากบริษัทแม่ในต่างประเทศเพียงอย่างเดียว และเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยได้มีส่วนร่วมในการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยจะเสนอบอร์ดบีโอไอพิจารณาก่อนคาดจะมีความชัดเจนของมาตรการไตรมาส 3 ปีนี้
ขณะเดียวกัน ตลท. เตรียมเพิ่มความยืดหยุ่นการรับบริษัทเข้าจดทะเบียนกลุ่มดังกล่าว เช่น ปรับลดเกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) สำหรับอุตสาหกรรมใหม่ที่อาจต้องใช้เวลาในการเติบโตในช่วงแรก เพื่อให้บริษัทกลุ่ม New S-Curve สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้รวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น ถือเป็นการสร้างโอกาสทางการแข่งขันที่เท่าเทียมกับตลาดทุนในต่างประเทศ
นอกจากนี้ การปรับปรุงเกณฑ์การรับบริษัทจดทะเบียนใหม่ (Listing) เพื่อรองรับธุรกิจในกลุ่ม New Economy หรือ S-Curve นั้น ตลท. ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 8 พ.ค.นี้ ขั้นตอนต่อไปคือการรวบรวมความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ และส่งให้สำนักงาน ก.ล.ต. พิจารณา โดยคาดว่าจะสามารถประกาศใช้เกณฑ์ใหม่ได้ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้
ด้านแนวโน้มตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้ คาดในเดือนพ.ค. และระยะข้างหน้า ยังมีโมเมนตัม “เชิงบวก” หลังภาพรวมตลาดหุ้นไทยเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง โดยนักลงทุนไม่ได้ตื่นตระหนกต่อสถานการณ์สงครามในตะวันอออกกลาง ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,493.69 จุด หรือ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.15% จากเดือนก่อนหน้า และยังคงส่งสัญญาณบวกต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสงครามยังอยู่ในวงจำกัดและยุติลงในระยะสั้น
พร้อมกันนี้จากการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI คาดอาจส่งผลเชิงบวกต่อหุ้นไทย จากที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นมาราว 20% ทำให้มีโอกาสที่น้ำหนักของหุ้นไทยในดัชนี MSCI อาจมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกในการรีบาลานซ์รอบถัด ๆ ไป และสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody's ได้ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของไทยจาก “เชิงลบ” (Negative) เป็น “ระดับคงที่” (Neutral)
โดยมีปัจจัยบวกภายในประเทศเป็นตัวนำ ทั้งตัวเลขการฟื้นตัวภาคท่องเที่ยวและส่งออกดีขึ้น สถานการณ์หลังการเลือกตั้งและนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่าง ๆ ทำให้ “Thailand Story" เป็นแรงส่งสำคัญอย่างเต็มตัว ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจในสายตานักลงทุนอย่างต่อเนื่อง
นายอัสสเดช กล่าวว่า การเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ โดยเฉพาะมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว ทั้งการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ผ่านโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจะสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยและตลาดทุนไทยมีสภาพคล่องและวิ่งเร็วขึ้นในอนาคต
ในส่วนของนโยบายภาครัฐ ตลท.กำลังรอติดตามรายละเอียดเรื่องการขยายหรือจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการระดมทุนแทนการพึ่งพา พ.ร.บ.หนี้เพียงอย่างเดียว โดยแนวคิดหลักคือการนำรายได้ในอนาคตจากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วมาให้นักลงทุนในตลาดร่วมซื้อ เพื่อนำเงินที่ได้ไปต่อยอดสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ ให้กับประเทศ
ด้านกระแสเงินทุนต่างชาติในเดือนเม.ย.2569 มีการไหลออกเพียงเล็กน้อยราว 2,000 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้ ส่งผลให้ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนเม.ย.(YTD) นักลงทุนต่างชาติยังคงมียอดซื้อสุทธิอยู่ที่ประมาณ 16,000 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ราว 60,000 - 65,000 ล้านบาท




