บล.ดาโอ เผย ตลาดหุ้นไทยเริ่มรับแรงกดดันเชิงจิตวิทยาจากความกังวลการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ หลังภาครัฐเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังการเดินทางจากประเทศอินเดีย โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าเป็นเพียง sentiment เชิงลบในระยะสั้นต่อกลุ่มท่องเที่ยว ขณะที่ผลกระทบเชิงพื้นฐานยังจำกัด
KEY POINTS
- นักวิเคราะห์ประเมินว่าความกังวลเรื่องไวรัสนิปาห์เป็นเพียง sentiment เชิงลบในระยะสั้นต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว และมีผลกระทบเชิงพื้นฐานจำกัด เนื่องจากสถานการณ์ยังจำกัดอยู่ในประเทศอินเดีย
- กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ แต่ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตั้งด่านคัดกรองสำหรับเที่ยวบินจากอินเดียในสนามบินหลัก 3 แห่ง
- การแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ทำได้ยากกว่าโควิด-19 เพราะต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิดหรือสารคัดหลั่ง ซึ่งช่วยจำกัดความเสี่ยง แม้อัตราการเสียชีวิตจะสูง
- แม้มีความเสี่ยงหากเกิดการระบาดในประเทศ แต่โบรกเกอร์ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มท่องเที่ยว โดยมองว่าความผันผวนเป็นเพียงระยะสั้น และยังคงเลือก CENTEL และ ERW เป็นหุ้นเด่น
บล. ดาโอ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุขยืนยันประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ พร้อมขอให้ใช้โมเดลการเฝ้าระวังในลักษณะเดียวกับช่วงโควิด-19 โดยมีการตั้งด่านคัดกรองใน 3 สนามบินหลัก ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต สำหรับเที่ยวบินจากอินเดีย ขณะที่จังหวัดภูเก็ตได้เพิ่มความเข้มงวดกับ 6 สายการบิน รวม 13 เที่ยวบินต่อวัน
ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยังคงประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2569 อยู่ที่ 34.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อนหน้า ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนคาดอยู่ที่ 5.0 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12% จากปี 2568
ทั้งนี้ หากเกิดการระบาดเข้ามาในประเทศ จะส่งผลเชิงลบต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันสถานการณ์ยังจำกัดอยู่ในประเทศอินเดีย และยังไม่พบการแพร่เชื้อออกนอกประเทศ ประกอบกับลักษณะการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิดหรือสารคัดหลั่ง ซึ่งทำให้การแพร่เชื้อยากกว่าโควิด-19 แม้อัตราการเสียชีวิตจะอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวจากอินเดียในปี 2568 อยู่ที่ 2.49 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนราว 7.5% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ส่งผลให้หุ้นที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบมากที่สุด เรียงตามสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวอินเดีย ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT และ SHR โดย ERW มีสัดส่วนประมาณ 7% และ CENTEL ราว 5% ขณะที่สายการบิน AAV มีสัดส่วนรายได้จากเส้นทางอินเดียราว 11% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568
ด้านกลยุทธ์การลงทุน ยังคงให้น้ำหนักกลุ่มท่องเที่ยวมากกว่าตลาด โดยเลือก CENTEL และ ERW เป็นหุ้นเด่น ซึ่ง CENTEL คาดกำไรไตรมาส 4/2568 เติบโตทั้ง YoY และ QoQ จากยอดจองที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2/2568 เป็นจุดต่ำสุดของปีไปแล้ว อีกทั้งยังได้รับอานิสงส์จากการเปิด Terminal ใหม่ของสนามบินมัลดีฟส์ ซึ่ง CENTEL มีสัดส่วนรายได้จากพื้นที่ดังกล่าวราว 15% แนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 36 บาท
ขณะที่ ERW คาดแนวโน้มกำไรไตรมาส 4/2568 คาดฟื้นตัว QoQ หลังผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/2568 โดยมีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนสูงสุดในกลุ่มที่ประมาณ 13% แนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 2.90 บาท





