background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

โบรกเกอร์หั่นเป้า ‘หุ้น AOT’ ปม ‘คิง เพาเวอร์’

โบรกเกอร์หั่นเป้า ‘หุ้น AOT’ ปม ‘คิง เพาเวอร์’

โบรกเกอร์หั่นเป้า ‘หุ้น AOT’ ปม ‘คิง เพาเวอร์’ ขอเลื่อนจ่ายผลตอบแทนขั้นต่ำออกไปอีก 18 เดือน ตั้งแต่เดือนส.ค 2567 - ก.พ. 2568 หลังขาดสภาพคล่องจากโควิด-19 

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา “ดัชนีหุ้นไทย” ปรับตัวลงอย่างหนัก จากผลกระทบหุ้นรายตัวที่ทยอยโดนเช็กบิล ล่าสุด AOT หรือ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) โดนกดดันราคาร่วงลงหนัก แม้ผลงานไตรมาส 1 ปี 2568 กำไร 5.33 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 25% จากไตรมาสก่อน ทว่ายังต่ำกว่าประมาณการนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ เหตุผลหลักๆ เกิดจากความกังวลธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน การเติบโตของรายได้ช้ากว่ารายได้กิจการการบิน สะท้อนล่าสุด “คิงเพาเวอร์” ได้ขอเลื่อนจ่ายผลตอบแทนขั้นต่ำออกไปอีก 18 เดือน ตั้งแต่เดือน ส.ค. 2567 - ก.พ. 2568 หลังขาดสภาพคล่องจากโควิด-19 ที่ผ่านมา

โบรกเกอร์หั่นเป้า ‘หุ้น AOT’ ปม ‘คิง เพาเวอร์’

แต่สิ่งที่ตลาดกังวลมากกว่าคือ การเติบโตในระยะกลางถึงยาว เนื่องจากว่าในอดีตผลตอบแทนขั้นต่ำที่ AOT ได้จากคู่ค้า ที่ประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท แต่สัญญาใหม่ที่ทำอยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาที่ทำก่อนช่วงโควิด เป็นตัวเลขที่สูงจากเดิมกว่าเท่าตัว และจากสถานการณ์โควิดจึงทำให้จำนวนหดหายไป แม้ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจะกลับมาแต่การจับจ่ายใช้สอยยังไม่ได้กลับมาอยู่ในจุดเดิม

หากเห็นภาพ AOT ไม่ต้องมาประมูลใหม่ และคิงเพาเวอร์แก้ปัญหาสภาพคล่องได้ กลับมามีรายได้ส่วนแบ่งรายได้จากสัมปทานที่มากกว่าขั้นต่ำ และหากเกิดขึ้นได้เร็วก็จะทำให้ความกังวลคลี่คลายลงไปได้ แต่ตราบใดที่ยังไม่เกิดภาพนั้น ความกังวลต่อตลาดในความเสี่ยงของปัญหาที่อาจจะต้องมีการประมูลใหม่ และทำให้รายได้มีผลกระทบก็จะเป็นตัวกดดันให้ราคาหุ้น ส่วนตัวเลขนักท่องเที่ยวปีนี้อาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก

“อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล” ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ถือเป็นปัจจัยใหม่ที่ตลาดเพิ่งรับรู้ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การแก้ไขสัญญาสัมปทานใหม่หรือไม่ ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยเฉพาะตัวที่กดดันราคาหุ้น และทำให้เกิดความไม่แน่นอนให้อนาคตว่า หลังจากนี้คิงเพาเวอร์จะสามารถชำระหนี้ได้หรือไม่ ถึงแม้ว่าจะมีธนาคารเข้ามาการันตีในบางส่วน แต่ก็ไม่ได้ครอบคลุมไปทั้งหมด ทำให้ในระยะยาวจะเกิดปัญหาตามมาหรือไม่ หรืออาจจะต้องถึงขั้นยุติสัญญาหรือไม่ถือว่าเป็นความไม่แน่นอน

ล่าสุด มีการปรับราคาเป้าหมายลงมาของ AOT ปีนี้และปีหน้าลง 12% และ 15% ตามลำดับ โดยตัดส่วนรายได้ค่าเช่าของดิวตี้ฟรี ทำให้กำไรหายไปประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี ทำให้มีผลกระทบ

อย่างไรก็ตาม หากดูฐานะทางการเงินของคิง เพาเวอร์ ต้องยอมรับว่า D/E Ratio เพิ่มขึ้นมาค่อนข้างเยอะ อยู่ที่ประมาณ 10 เท่า จึงมองว่าอาจจะต้องมีการปรับแก้ไขสัญญาสัมปทานใหม่ เพราะสิ่งที่ คิงเพาเวอร์ ได้ไปอาจจะจ่ายในก่อนหน้านี้ค่อนข้างสูงเกินไปหากเทียบในปี 2019 ที่ค่อนข้างเยอะ ซึ่งอาจจะมาจากการฟื้นตัวในช่วงโควิดที่ยังช้าอยู่ และยังมีความกังวลค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพิ่มขึ้น ในสนามบินใหม่ๆ ที่จะนำเข้ามาอยู่ภายในเครือข่าย AOT ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวในปีนี้อาจจะไม่ค่อยดีมากนัก

“วทัญ จิตต์สมนึก” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย กล่าวว่า กำไรอยู่ที่ 5.5 พันล้านบาท เติบโต 16% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยธุรกิจของ AOT แบ่งออกเป็น 2 แบบด้วยกัน รายได้แรกมาจากการบิน เติบโตได้ตามจำนวนนักท่องเที่ยว ขณะที่รายได้ที่ 2 ที่ไม่ได้มาจากการบินดูน่าเป็นห่วงเพราะผลงานไตรมาส 1 ปี 2568 ที่ออกมาเติบโตได้ประมาณ 2% หรือแทบจะไม่มีการเติบโต ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แม้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาจริง แต่ทว่านักท่องเที่ยวไม่ค่อยมีการจับจ่ายในสนามบินสักเท่าใด

ทั้งนี้ ภาพรวมมองการท่องเที่ยวปีนี้อาจจะดูดี มีนักท่องเที่ยวเข้ามามาก แต่กลายเป็นนักท่องเที่ยวที่กระเป๋าไม่ได้หนัก ไม่มีการจับจ่ายใช้สอยมากเหมือนเดิม 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์