ศิลปะการลงทุนระยะยาว

ศิลปะการลงทุนระยะยาว

การลงทุนระยะยาวในแบบของ VI นั้น  คือ “การลงทุนเพื่อชีวิต” ซึ่งผมเองคิดว่า  นี่คือการลงทุนเพื่อเอาไว้ใช้ในวันที่เกษียณไม่สามารถทำงานหาเงินจากน้ำพักน้ำแรงได้แล้ว  หรือไม่ก็ลงทุนเพื่อให้ลูกหลานได้ใช้เป็นเงินมรดกในวันที่เราตายไปแล้ว

แต่จริงๆแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผมก็คือ  ลงทุนเพื่อ “ความมั่นคงทางการเงิน” ของตนเองในระหว่างที่ยังมีชีวิต  นั่นก็คือ  เมื่อเราลงทุนจนมีเงินก้อนโตพอสมควรหรือรวยแล้ว  เราก็จะรู้สึกปลอดภัยและมีความมั่นคงในชีวิตว่า  ยังไงเราก็จะไม่ลำบาก ถ้าเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงในชีวิตของเรา หรือครอบครัว  เช่น  การเจ็บไข้ได้ป่วยรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น  เป็นต้น

การลงทุนระยะยาวนั้น  ความหมายแรกที่คนจะคิดถึงก็คือ  การลงทุนในหุ้นแต่ละตัวที่จะถือไว้ “ยาวนาน”  แต่คำว่ายาวนาน สำหรับบางคนก็อาจจะเป็นแค่ไม่กี่เดือนหรือปีเดียว  ถ้าเป็นแนวคนที่เรียกตัวเองว่า “VI” ผมคิดว่าส่วนใหญ่น่าจะมองเป็นระยะเวลา 1 ปีขึ้นไป  โดยคนที่ถือยาวขึ้นมาหน่อยก็อาจจะถึง 2-3 ปีขึ้นไป  ในขณะที่ VI ที่สูงอายุขึ้นมาก็มักจะถือยาวกว่านั้น  และก็ขึ้นอยู่กับสไตล์ของ VI ด้วย 

อย่างตัวผมเอง  ในช่วงซักประมาณ 10-15 ปีแรกของการลงทุนแบบ VI  ผมก็ถือประมาณ 1-3 ปี  แต่หลังจากนั้นที่เปลี่ยนมาลงทุนในหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” เป็นหลัก  ระยะเวลาเฉลี่ยในการถือหุ้นก็สูงขึ้นมากเป็น 5-10 ปีขึ้นไป

ความหมายของการลงทุนระยะยาวอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ  การลงทุนตลอดเวลาโดยเฉพาะในตลาดหลักทรัพย์  และมีหุ้นในสัดส่วนที่มากเกิน 50% ของทรัพย์สินทั้งหมด  คนที่เข้าๆ ออก ๆ  จากตลาดตามสถานการณ์ตลาดหุ้นและการเงินนั้น  จะไม่ถือว่าเป็นนักลงทุนระยะยาวและเพื่อชีวิต  แต่น่าจะเป็น “นักเก็งกำไร” มากกว่า  และ “ชีวิต” ก็มักจะ “ไม่เปลี่ยน” เพราะการลงทุน

การลงทุนระยะยาวของผมในช่วงเกือบ 30 ปีที่ผ่านมานั้น  ผมคิดว่ามีแนวทางหรือการปฏิบัติที่ชัดเจนและมั่นคงขึ้นมาก  และถ้าจะพูดก็คือ  มีส่วนคล้ายกับแนวทางของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่ผมทำตามโดย “ไม่รู้ตัว”  เหตุผลอาจจะเป็นว่า ผมอ่านและศึกษาเรื่องราวและชีวิตของเขาต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่เริ่มลงทุนแบบ VI เมื่อ 30 ปีก่อน  และต่อไปนี้ก็คือสิ่งที่ผมใช้ในการลงทุน

 ข้อแรกก็คือ  การเลือกหุ้นที่จะลงทุนนั้น  จะต้องวิเคราะห์อย่างถ่องแท้ว่าเป็นกิจการที่ดีจริง  มีความมั่นคงของผลประกอบการสูง  ไม่ถูกดิสรัปหรือถูกทำลายด้วยเทคโนโลยีหรือกระบวนการทำธุรกิจแบบใหม่ ๆ  ได้ง่าย  และที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ  ราคาหุ้นต้องไม่แพง เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นฐานระยะยาวของบริษัท

และนั่นก็นำไปสู่การซื้อหุ้นลงทุนว่า  ผมจะไม่ซื้อหุ้นที่กำลังปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง  ไม่ต้องพูดถึงหุ้นที่ขึ้นอย่าง  “บ้าคลั่ง” เพราะมีคนเข้าไปเล่นตามข่าวหรือผลประกอบการรายไตรมาศที่พุ่งขึ้นอย่าง “ไม่คาดคิด” เป็นหลาย ๆ  สิบหรือร้อย ๆ เปอร์เซ็นต์  เพราะผมไม่เชื่อเรื่องราวที่ว่าบริษัทกำลังจะเปลี่ยนจากม้าเป็นยูนิคอร์น  หรือเปลี่ยนจากกบเป็นเจ้าชายเมื่อถูกเจ้าหญิงจุมพิต

ผมเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแบบ “ไม่คาดคิด” นั้น  มักจะเป็นเรื่อง  “ชั่วคราว” และเป็นเรื่องของความเชื่อมากกว่าความจริง  ผมชอบบริษัทเก่า ๆ  ที่มีสถิติหรือผลงานที่ดีต่อเนื่องมายาวนาน  จ่ายปันผลมาแทบจะตลอดทุกปีและค่อย ๆ ขยับขึ้น  เป็นบริษัทที่  “ผ่านร้อนผ่านหนาว” มาหลายรอบวัฏจักรเศรษฐกิจ

ข้อสองก็คือ  ผมไม่มี  “Exit Strategy”  หรือซื้อแล้วไม่มีกลยุทธ์ในการขาย  ซื้อเหมือนกับมันเป็น “ธุรกิจ” หนึ่งของตนเอง ไม่ใช่หุ้น  สิ่งที่เฝ้าติดตามอย่างน้อยทุกไตรมาศก็คือ  รายได้และกำไรเป็นเท่าไร  อนาคตยังดีต่อไปไหม  ไม่เคยคิดว่าราคาหุ้นเท่าไรจะขาย  แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ขายหุ้นเลย  การที่จะขายหุ้นต้องดูปัจจัยอย่างอื่นอีกมาก   รวมถึงว่าราคาหุ้นสูงเกินพื้นฐานไปมาก  ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นกับหุ้นที่ผมเลือก

 ข้อสาม  การลงทุนระยะยาวก็คือ  ต้องพยายามหลีกเลี่ยง “ความเสี่ยง” ที่พอร์ตจะขาดทุนเป็น “รายปี”  เพราะในระยะยาวมากนั้น  ผมจะวัดผลตอบแทนเป็นรายปีเป็นหลัก  วิธีที่จะลดความเสี่ยงนี้ก็คือ  การลดความเสี่ยงหุ้นแต่ละตัว  ซึ่งจะต้องเป็นหุ้นที่มีความผันผวนต่ำของกำไรของบริษัท 

ดังนั้น  ผมมักจะหลีกเลี่ยงหุ้นที่เป็นโภคภัณฑ์ล้วนๆ  เช่น  ปิโตรเคมี  โลหะเช่น  เหล็ก หรือหุ้นของพืชผลการเกษตรโดยเฉพาะในช่วงที่ราคาของสินค้าขึ้นแรงและทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปแรงมากอย่างพวกยาง  หรือสินค้าบริการที่ราคาผันผวนอย่างค่าระวางเรือ เป็นต้น  เพราะหุ้นพวกนี้  มักจะมี  “Negative Surprise” หรือผลประกอบการลดลงมากอย่างไม่คาดคิด  หลังจากที่คนมักจะซื้อหุ้นตอนที่ราคาวิ่งขึ้นมาก ๆ

ความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเราถือหุ้นที่มีมูลค่ามาก 6-7 ตัวที่มีมูลค่าประมาณ 70-75% ของพอร์ต  โดยที่หุ้น 6-7 ตัวนั้นไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือใกล้เคียงกันและตัวใหญ่สุดไม่เกิน 40-50% ของพอร์ต  บางคนที่ไม่ได้เชี่ยวชาญมากอาจจะถือได้ถึง 10 ตัว  แต่นั่นก็จะทำให้ผลตอบแทนที่ดีเลิศอาจจะลดลง  โดยที่หุ้น 6-7 ตัวดังกล่าวนั้น  ก็ไม่ได้เป็นตัวเดิมทั้งหมด  แต่จะมีการเปลี่ยนตัวไปบ้างในแต่ละปีที่อาจจะมีหุ้นเดิมหายไป 1 ตัวและมีหุ้นใหม่เข้ามาเพิ่ม 1 ตัว  เป็นต้น

ข้อสี่ เป้าหมายผลตอบแทนการลงทุนต่อปีของพอร์ตลงทุนก็คือ  ประมาณปีละ 10% แบบทบต้นในระยะยาว  ซึ่งนี่ก็เป็นผลตอบแทนที่ไม่ง่ายและไม่ยากเกินไปถ้าเราเลือกตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทน “ดีเลิศ” คือปีละ 10% แบบทบต้น  ข้อเตือนใจของผมก็คือ  อย่าไปเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยในอนาคตระยะยาวอีกอย่างน้อย 10 ปีข้างหน้าจะให้ผลตอบแทนได้ถึง 10% ต่อปี  ว่าที่จริง  ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจของไทยโตเร็วเป็น  “ดารา”  ของโลกนั้น  ผลตอบแทนต่อปีแบบทบต้นของตลาดก็อยู่ที่ประมาณ 8.5% เท่านั้น  ดังนั้น  ในยามที่เศรษฐกิจโตช้าลงมาก  การลงทุนตลาดหุ้นไทยโดยซื้อหุ้นอิงดัชนีอาจจะได้ผลตอบแทนปีละ 6-7% เท่านั้น

การตั้งเป้าผลตอบแทนที่ไม่สมเหตุผลจะทำให้แผนการลงทุนหรือกลยุทธ์การลงทุนผิดพลาดและเกิดความเสียหายจนทำให้เราล้มเลิกความตั้งใจที่จะลงทุนเพื่อชีวิตไปได้เลย

 ข้อห้า  เงินทั้งหมดที่เราเก็บออมได้นั้น  ต้องเข้าใจว่าจะถูกนำไปลงทุนตลอดเวลา  ไม่มีใครเก็บเป็น “เงินสด” ที่เป็นแบงก์  ดังนั้น การฝากเงินกับธนาคารก็ถือเป็นการลงทุนเหมือนกัน  แต่เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนต่ำมากเพียงไม่เกิน 1-2% ต่อปี  ซึ่งถ้าเราฝากมากเกินไป  โอกาสที่พอร์ตโดยรวมจะโตขึ้นปีละ 10% จึงเป็นไปได้ยาก  ผมเองคิดว่า  การลงทุนระยะยาวนั้น  จำเป็นที่จะต้องให้เงินอยู่ในทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนสูงเป็นส่วนใหญ่  ซึ่งก็คือหุ้น  ผมจึงลงทุนในหุ้นแทบจะ 100% ตลอดเวลา  ยกเว้นก็แต่ว่าจะกันเงินสดไว้ซัก  5-6% ในช่วงเวลานี้ที่ยังหาหุ้นลงทุนที่เหมาะสมไม่ได้

 ข้อหก  การลงทุนระยะยาวนั้น  ผมจะมองดูเป็นภาพยาวของบริษัทและภาพยาวของภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ตลาดหลักทรัพย์ตั้งอยู่  โดยไม่ค่อยสนใจภาพในระยะสั้นที่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องชั่วคราว  เดี๋ยวก็จะผ่านไป  ภาพของบริษัทนั้น  การเติบโตรายปีหรือรายไตรมาศที่นักลงทุนแทบทุกคนจะสนใจและมักจะมีการ “Take Action”  หรือซื้อขาย  แต่ผมเองจะสนใจเรื่องของความสามารถในการแข่งขันของบริษัทมากกว่า  ตราบใดที่บริษัทยังแข็งแกร่ง  กำไรยังใช้ได้  และราคาหุ้นยังถูก  ผมก็มักจะไม่ทำอะไร  การนั่งเฉย ๆ  นั้น  เป็นศิลปะในการลงทุนที่ทำได้ยากกว่าการลงมือทำมาก

 สุดท้ายก็คือ  การลงทุนระยะยาวนั้น  ต้องการความสงบเยือกเย็น  การเคลื่อนไหวที่ช้า  ไม่ต้องการความตื่นเต้นกับเหตุการณ์รายวันในตลาดหุ้น  ดังนั้น  ผมจึงมักจะตัดกิจกรรมที่ไม่ใช่เรื่องหลักของการมุ่งหน้าสู่เป้าหมายระยะยาว  แม้แต่การจองหรือเล่นหุ้น  IPO ที่เป็น “Sure Bet” หรือ  “ของตาย”  สำหรับหลายคน  ผมก็ไม่สนใจเล่น  ไม่ต้องพูดถึงหุ้นที่กำลังถูก “Corner” ที่ราคากำลัง “วิ่งทะลุฟ้า” และผมก็เชื่อว่าถ้าเข้าไปเล่นก็ได้กำไรแน่  ก็จะหลีกเลี่ยง  ผมคิดว่า  ทำอย่างที่วางแผนระยะยาวอย่างมั่นคงก็พอแล้ว  อย่าวอกแวกไปกับเทรนด์หรือสถานการณ์ชั่วคราวที่ไม่ได้เปลี่ยนชีวิตเราจะดีกว่า