โบรกเกอร์ คาด “หุ้นไทย” คึกคักช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง หวัง “อีเลคชั่น แรลลี่” ดันดัชนีพุ่งทดสอบบริเวณ 1,550 - 1,580 จุด กางสถิติสองสัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง และหนึ่งสัปดาห์หลังเลือกตั้ง ดัชนีมักให้ผลตอบแทน 6% ชูกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องการบริโภครับอานิสงส์เต็ม
ตลาดหุ้นไทยช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง น่าจะเข้าสู่โหมดคึกคักมากขึ้น หลังโบรกเกอร์กางสถิติพบก่อนเลือกตั้ง 1 สัปดาห์ นักลงทุนสถาบันมักเข้าเก็บหุ้น ขณะที่สถิติในอดีตยังพบด้วยว่า หลังเลือกตั้งไปแล้ว 1 สัปดาห์ ดัชนีตลาดหุ้นไทยมักให้ผลตอบแทนเป็นบวก แต่ทั้งนี้ยังต้องระวัง sell on fact หากดัชนีปรับขึ้นมาแรง
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทย สัปดาห์นี้(8-12 พ.ค.)น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ หลังก่อนหน้านี้ปรับตัวลงมาพอสมควรแล้ว ระยะสั้นจะน่าจะเห็นมีการรีบาวด์กลับมาได้ และมีปัจจัยการเมืองในประเทศที่จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมาในช่วงก่อนเลือกตั้งดัชนีหุ้นไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ แต่ไม่มากระดับ1%กว่าๆ แต่หลังจากเลือกตั้งแล้วดัชนีจะปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าก่อนเลือกตั้ง ซึ่งสถิติหลังการเลือกตั้ง 5 ครั้งในรอบ 20 ปี ให้ผลตอบแทน 5.3%
สำหรับในช่วงก่อนการเลือกตั้งในครั้งนี้ มีปัจจัยความไม่แน่นอนสูง ซึ่งหากดูจากโพล บางพรรคที่มีนโยบาย aggressive มีคะแนนเสียงแรงขึ้นมาระยะสั้น ด้วยนโยบายที่ไม่เอื้อต่อทิศทางการลงทุน กดดันให้ดัชนีหุ้นไทยก่อนเลือกตั้งปรับตัวไม่ค่อยดี โดยสัปดาห์นี้คาดดัชนีมีแนวรับที่ 1,520 จุด แนวต้านที่ 1,550 จุด
ทั้งนี้หากหลังเลือกตั้ง รอบนี้พรรคที่ได้คะแนนเสียงที่สูงมีทีมเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือ และมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้จริง มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ถือเป็นปัจจัยจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยพลิกกลับมาเป็นขาขึ้นได้ และทำให้เม็ดเงินลงทุนต่างประเทศ(ฟันด์โฟลว์)ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย หลังจากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาปรับตัวลดลง และนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยออกมาต่อเนื่อง ปรับตัวขึ้นได้ โดยมองแนวต้านต่อไปที่ระดับ 1,580-1,600 จุด
แนะรอดูผลการเลือกตั้ง
สำหรับการลงทุน สัปดาห์นี้แนะนำ ชะลอลงทุนเพื่อรอผลการเลือกตั้งก่อน เพราะหากพรรคที่ได้คะแนนเสียงที่สูงในการจัดตั้งรัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยโตต่อไปได้ ซึ่งการเข้าไปซื้อถือว่ายังไม่สายเกินไป โดยหุ้นแนะนำระยะสั้นเป็นหุ้นที่เติบโตตามเศรษฐกิจในประเทศ(โดเมสติก) เช่น กลุ่มค้าปลีก เพราะทุกพรรคเน้นนโยบายประชานิยม แนะนำบมจ.ซีพี ออลล์(CPALL)และ บมจ.สยามแม็คโคร(MAKRO)ที่ลุ้นเข้าดัชนีMSCI
รวมถึงหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว จากได้รับผลดีที่นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามามากขึ้น แนะนำ บมจ. ท่าอากาศยานไทย(AOT),บมจ.สยามเวลเนสกรุ๊ป (SPA) และ บมจ.เอกชัยการแพทย์(EKH) ส่วนระยะกลางแนะนำหุ้นกลุ่มแบงก์ เพราะราคาไม่แพง และได้ประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น คาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง 0.25% แนะนำ ธนาคารกรุงเทพ(BBL) และธนาคารกรุงไทย (KTB)
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ทรีนีตี้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้น้ำหนักส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปัจจัยในประเทศ โดยเฉพาะประเด็นการเมืองที่เข้าใกล้ช่วงการเลือกตั้ง ซึ่งมองว่าหุ้นไทยสัปดาห์นี้มีแนวต้านสำคัญที่ระดับ 1,580 จุด
“การเลือกตั้งจะหนุนให้หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ(โดเมสติก) สามารถปรับขึ้นได้ต่อ แม้หุ้นพลังงานจะเป็นตัวกดดันตลาดก็ตาม หลังราคาน้ำมันดิบตลาดโลกร่วงลงต่อเนื่อง”
นายณัฐชาต กล่าวด้วยว่า จากสถิติการเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านๆ มา นักลงทุนสถาบันมักเข้ามาซื้อหุ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง เช่นเดียวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ที่เริ่มเห็นนักลงทุนสถาบันเข้ามาซื้อสะสมบ้างแล้ว โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา(3 พ.ค.) ก่อนวันหยุดยาว นักลงทุนกลุ่มนี้ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยราว 1,510 จุด
สำหรับคำแนะนำการลงทุน เขากล่าวว่า ยังถือลงทุนได้โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มโดเมสติกที่จะเป็นแรงผลักดันตลาดหุ้นในช่วงนี้
“เรามองว่ายังไม่ต้องรีบขายทำกำไรแม้ราคาจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่หลังเลือกตั้ง 1 สัปดาห์ จะเป็นจุดขายล็อกกำไรที่ดี โดยดูจากสถิติในอดีต”
ลุ้นหลังเลือกตั้ง 1 สัปดาห์หุ้นพุ่ง 3.2%
นายณัฐชาต กล่าวว่า ช่วง 2 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้ง ดัชนีหุ้นไทยน่าจะให้ผลตอบแทนราว 6% ซึ่งเป็นผลจาก Election Rally เพราะจากสถิติในอดีตนับตั้งแต่ปี 2535 ช่วง 3 สัปดาห์ดังกล่าว ตลาดหุ้นไทยไม่เคยให้ผลตอบแทนที่ติดลบเลย แต่ถ้านับเฉพาะช่วงหลังเลือกตั้ง 1 สัปดาห์ พบว่า หุ้นไทยจะให้ผลตอบแทนราว 3.2%
"หากดูจากโพลล่าสุด หากคะแนนเสียงพรรคเพื่อไทยบวกกับพรรคก้าวไกล น่าจะเกิน 250 เสียงแบบไม่ยาก ดังนั้นตลาดหุ้นอาจตอบรับเชิงบวกหลังเลือกตั้ง ซึ่งเป็นโอกาส sell on fact และหากปิดสวิตช์ ส.ว. ไม่ได้ ทำให้ยังมีความไม่แน่นอนในการรวมก๊วนการเมืองในระยะข้างหน้าอีกมาก แต่ถ้าในกรณีดีที่สุดจัดตั้งรัฐบาลด้วยพรรคเดียว เช่นเพื่อไทยได้ 300 เสียงขึ้นไป ตลาดหุ้นจะขึ้นได้เกินกว่า 1 สัปดาห์หลังเลือกตั้ง"
อย่างไรก็ตาม หากสัปดาห์นี้ดัชนีหุ้นไทยตอบรับความคาดหวังการเมืองแล้วไปถึงระดับแนวต้าน1,580 จุด แนะนักลงทุนขายล็อกกำไรก่อน เพื่อป้องกันเซอร์ไพรส์ ในวันอาทิตย์ (14 พ.ค. ) หากดัชนีไม่ถึงแนวต้านดังกล่าวนั้นสามารถถือครองได้ เพื่อรอขายทำกำไรหลังเลือกตั้ง 1 สัปดาห์ได้
ส่วนทิศทางตลาดหุ้นไทยจากนั้น ยังคาดการณ์ยาก และหากสัญญาณจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็งฟันด์โฟลว์จะไหลเข้าตลาดหุ้นไทย และปฏิเสธไม่ได้ว่าการดำเนินนโยบายของเฟดยังมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกว่าในการประชุมเดือนมิ.ย.จะคงดอกเบี้ยหรือไม่
‘5 กลุ่ม’หุ้นรับอานิสงส์เลือกตั้ง
ด้าน บล.เกียรตินาคินภัทร ระบุว่า จากสถิติในอดีตของการยุบสภา 5 ครั้ง พบว่า หลังจากวันที่ประกาศยุบสภา 180 วันทำการ มีจำนวน 3 ใน 5 ครั้งที่ตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น
โดยกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์และน่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดโดยรวมในช่วงเลือกตั้ง ไปจนถึงช่วงหลังเลือกตั้ง ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มโรงแรม กลุ่มธุรกิจการเงิน กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มอาหาร สาเหตุจากการบริโภคที่ดีขึ้นจากการใช้จ่ายในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง และความคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่
อย่างไรก็ตาม บล.เกียรตินาคินภัทร ระบุว่า ไม่แนะนำหุ้นกลุ่มการเงิน เนื่องจากมีปัจจัยลบในเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ที่แย่ลง หนี้เสียที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบไปยังส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ
จับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ
นายสุนทร ทองทิพย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) กสิกรไทย กล่าวว่า ถ้าดูจากโพลของค่ายต่างๆ ที่ออกมาในสัปดาห์ก่อนซึ่งคะแนนของพรรคเพื่อไทยนำค่อนข้างมาก ใกล้เคียงกับกรณี Bull Case ที่เคยประเมินว่า ถ้าได้คะแนนตั้งแต่ 40% ของ ส.ส. 500 คน จะเป็นกรณีที่เป็นบวกต่อดัชนีหุ้นไทย ซึ่งตลาดจะปรับตัวขึ้นราว 6% หลังการเลือกตั้ง 1 เดือน
อย่างไรก็ตาม หากเป็นกรณีที่พรรคเพื่อไทยรวมกับพรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาล ถ้าดูนโยบายของทั้งสองพรรค น่าจะเป็นบวกต่อตลาดหุ้นในช่วงแรก เพราะเป็นการเร่งทำประชานิยมเพื่อกระตุ้นการบริโภค โดยเฉพาะการขึ้นค่าแรงที่ทั้งสองพรรคหาเสียงไปในทางเดียวกัน
ดังนั้นกลุ่มหุ้นที่อิงกับการบริโภคภายในประเทศ( Domestic consumption) จะได้ประโยชน์ เช่น ธนาคารพาณิชย์ (Bank), ไฟแนนซ์ ( Finance), ค้าปลีก (Commerce) , อสังหาริมทรัพย์ (Property), ไอซีที(ICT) , สื่อ (Media) , อาหารและเครื่องดื่ม ( F&B) และเม็ดเงิน ลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) น่าจะขยายตัวต่อมองบวกกับกลุ่มนิคมฯ
ส่วนกลุ่มที่ต้องระวัง ซึ่งมีการพูดถึงบ่อยๆ ในช่วงหาเสียง คือ นโยบายลดค่าพลังงาน/ค่าไฟ อาจกระทบกลุ่ม ปตท. และโรงไฟฟ้า (กรณีการรับซื้อไฟฟ้า bid MW ใหม่อาจได้ผลตอบแทน น้อยลงจากกรณีปรับโครงสร้าง FT)
นอกจากนี้การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะเป็นลบกับกลุ่มที่เน้นใช้แรงงาน แต่ส่งผ่านต้นทุนไม่ได้ โดยเฉพาะ SME
ส่วนเรื่องภาษีที่เกี่ยวกับตลาดหุ้น เรามองว่า ตรงนี้ต่างกันเพราะเพื่อไทยไม่เก็บ แต่ก้าวไกลจะเก็บ Capital gain tax ตรงนี้คงต้องไปคุยกันต่อ
ขณะที่เรื่องที่อ่อนไหวที่สุดคือ เรื่อง แก้รัฐธรรมนูญ, ปฏิรูปทหาร และ ม.112 ซึ่งเท่าที่เราคุยลูกค้าส่วนใหญ่ ยอมรับว่ายังกังวลว่าจะมีรัฐประหารเหมือนในอดีต
เตือนระวัง sell on fact หลังเลือกตั้ง
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยหลังเลือกตั้ง คาดผันผวนจนกว่าจะมีความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล โดยเราคาดว่า ตลาดหุ้นไทยอาจฟื้นตัวในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง แต่หลังเลือกตั้ง 14 พ.ค. ต้องระวัง sell on fact เพราะคาดว่าจะใช้เวลาจัดตั้งรัฐบาลอีกระยะหนึ่งความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น
ประกอบกับความกังวลเรื่องเพดานหนี้สหรัฐ จะทำให้ upside ของ SET INDEX ยังจำกัด ส่วนสถิติหลังเลือกตั้ง มักให้ผลตอบแทนเป็นบวก 3-5% ภายใต้เงื่อนไขที่การจัดตั้งรัฐบาลใช้เวลาไม่นานถ้าจะให้สถิติทำงานได้ดี ผลการเลือกตั้งของพรรคที่มีคะแนนนำ ต้องชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างรวดเร็ว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





