OSP แย้มยังเจรจาหลายดีลเข้าซื้อกิจการในปีนี้ ลุ้นอัพไซด์เพิ่ม

OSP แย้มยังเจรจาหลายดีลเข้าซื้อกิจการในปีนี้ ลุ้นอัพไซด์เพิ่ม

“โอสถสภา” มั่นใจปี66 กำไร-รายได้ โตสองหลัก หลังแนวโน้มไตรมาส1 โตต่อเนื่อง รับอานิสงก์ เปิดประเทศ-เลือกตั้งกระตุ้นเศรษฐกิจ รุกขยายตลาดต่างประเทศ แย้มยังเจรจาหลายดีลเข้าซื้อกิจการ หนุนอัพไซด์เพิ่ม แม้ปี 65 กำไร 1.9 ล้าน ลดลง 40.6% จากปีก่อนเหตุราคาคอมมูนิตี้พุ่ง

นางพรธิดา บุญสา ประธานฝ่ายปฏิบัติการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการเงิน  บริษัท โอสถสภา จำกัด(มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจในปี 2566 บริษัทคาดหวังเติบโต double digit หรือเติบโตสองหลัก ทั้งรายได้ และกำไร  และแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส1/2566 ยังเติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า แต่หากเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน เฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่ม Energy Drink ที่ราคา 10 บาท อาจยังไม่เติบโต 

แต่อย่างไรก็ตามเรามั่นใจว่าปีนี้จะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย ทั้งส่วนแบ่งการตลาด และยอดขายกลับมาได้แน่นอน ทั้งจากตลาดในประเทศ และต่างประเทศ มั่นใจว่า กลับมาจะสามารถเติบโตพร้อมกับการเปิดประเทศ และการเลือกตั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทางด้านยอดขายของเราจะได้รับอานิสงก์ไปด้วย 

พร้อมกันนี้ด้วยกลยุทธ์การตลาด ที่เรามุ่งเน้นการขยายตลาดเครื่องดื่มในเซ็กเตอร์ใหม่ๆ ที่ยังไม่มี ทั้งกลุ่มสินค้าพรีเมียม 12-15 บาท เพิ่มมากขึ้น  หลังจากในปีนี้ ได้เริ่มปรับขึ้นราคาสินค้ากลุ่มเครื่องดื่ม  Energy Drink เอ็ม-150 เพิ่มขึ้น 2 บาท จาก 10 บาท เป็น 12 บาท 

ทำให้ปัจจุบันบริษัท มีพอร์ตสินค้าพรีเมียมราคา 12-15 บาท สัดส่วน 50% ใกล้เคียงกับสินค้าราคา 10 บาท สัดส่วน50% แล้ว ทำให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งสองกลุ่ม

“จากราคาคอมมูนิตี้ปีนี้มีแนวโน้มลดลง แต่คู่แข่งปรับราคาสินค้าเป็นโอกาสของเรา ดังนั้น ระยะสั้นเรายังคงกลยุทธ์พอร์ตสินค้าดังกล่าวเอาไว้ และลูกค้ายังชอบในสินค้าพรีเมียม คุณสมบัติดีขึ้น  โดยยังมีราคาเหมาะสม  ซึ่งการที่จะปรับขึ้นราคาสินค้าในกลุ่มอื่นๆ อย่างเหมาะสม จะช่วยลดผลกระทบต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาคอมมูนิตี้ปรับเพิ่มขึ้นยกแผงในปีก่อนทำให้กำไรลดลง” 

ขณะเดียวกัน กลุ่มผลิตภัณฑ์ Prsonal Care มีโมเมนตัมยอดขายเพิ่มขึ้นในปีนี้ และมีการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพและลดลงตามแนวโน้มราคาต้นทุนพลังงานในปีนี้ที่ปรับลดลงด้วย รวมถึงบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้เงินบาทอ่อนค่าช่วงนี้ไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ 

พร้อมกันนี้ ยังมุ่งขยายการเติบโตในตลาดต่างประเทศ ในกลุ่ม CLMV เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันเติบโต double digit  ทั้งในพม่า ลาว กัมพูชา และอินโดนีเซีย  รวมถึงมองหาโอกาสขยายตลาดต่างประเทศใหม่ๆ ในอนาคต

นางพรธิดา กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าดีลเข้าซื้อกิจการ (M&A) ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งยังไม่นับรวมเป้าหมายในกำไร และยอดขาย ขณะนี้มีการพิจารณาอยู่หลายดีล  จะพิจารณาดีลที่สามารถใช้ความแข็งแกร่งกับบริษัท และเสริมด้วยความ upแข็งแกร่งของพันธมิตร ซึ่งยังอยู่ในอุตสาหกรรมที่ใกล้เคียงกัน  และทำให้ต้นทุนลดลงหรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น  โดยไซด์ของดีลนับว่าเป็นขนาดใหญ่ แต่เหมาะสมกับธุรกิจของเรา เชื่อมั่นว่า หากเราประกาศดีลออกไป ผู้ถือหุ้นน่าจะพอใจ  

 ทางด้านงบลงทุนปีนี้ ยังคงวางไว้ที่  2,000-2,500 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อปรับปรุงต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ และอีกส่วนจะใช้เพื่อขยายกำลังการผลิต 

บริษัทมีกำไรสุทธิสำหรับปี 2565 ที่ 1,934 ล้านบาท ลดลง 40.6% จากปีก่อน และ มีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 7.1% ลดลง 5.1%  จากปีก่อน สาเหตุ จากราคาคอมมูนิตี้ปรับเพิ่มขึ้น  แต่มีรายได้รวม 27,482 ล้านบาท เติบโต 0.7% จากปีก่อน โดยเป็นรายได้จากการขาย 27,266 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9% จากปีก่อน  เป็นเติบโตอย่างแข็งแกร่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ และ กลุ่มอื่นๆ ช่วยชดเชยรายได้ที่หดตัวของกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในประเทศในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์พรีเมียม และ ผู้เล่นรายอื่นในอุตสาหกรรมยังคงส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง