กำไรสุทธิของ OSP ใน 4Q65 อยู่ที่ 335 ล้านบาท (+37% QoQ, -61% YoY) ต่ำกว่าประมาณการของเรา/ตลาดรวม (consensus) 22%/56% เนื่องจากอัตราการเติบโตของรายได้ และ margin ต่ำเกินคาด, ต้นทุนการบริหารเพิ่มขึ้นอย่างมาก และมีผลขาดทุนจากการลงทุน
ทั้งนี้ กำไรสุทธิเต็มปีอยู่ที่ 1.9 พันล้านบาท (-41%)
รายได้ยังอ่อนแอ
แม้ว่าฐานรายได้ใน 3Q65 จะต่ำเพราะยอดส่งออกไปเมียนมาร์ลดลงอย่างมาก แต่รายได้ใน 4Q65 เพิ่มขึ้น
เพียงเล็กน้อย 4% Q0Q และยังลดลง 7% YoY ในขณะที่รายได้เต็มปี 2565 เพิ่มขึ้นเพียง 2% โดยรายได้
จากธุรกิจเครื่องดื่มชูกกำลัง (energy drink) (ประมาณ 75-80% ของรายได้) ยังอ่อนแอ โดยรายได้จาก
ธุรกิจในประเทศลดลง 6% YoY ในปี 2565 ในขณะที่รายได้จากธุรกิจใน CLMV เพิ่มขึ้น 16%
อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 60bps QoQ แต่ลดลง 490bps YoY ใน 4Q65 โดยอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น
น่าจะสะท้อนถึงโครงสร้างรายได้ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยที่รายได้จากสินค้าของใช้ส่วนตัวซึ่งมี margin
สูงเพิ่มขึ้นมากกว่าสินค้าประเภทอื่น
ภาวะตลาดเปลี่ยนแปลงไป
การที่คู่แข่งหลักจาก ขึ้นราคา ”กระทิงแดง“เครื่องดื่มชูกำลัง (energy drink) จาก 10 บาทเป็น 12 บาท ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดเครื่องดื่มชูกกำลัง (energy drink) ในประเทศ ซึ่งสถานการณ์นี้อาจจะเป็นบวกกับ OSP ซึ่งขึ้นราคานำไปแล้วตั้งแต่กลางปี 2565 ทำให้เสียส่วนแบ่งตลาดไป อย่างไรก็ตาม การที่ผู้เล่นหลักในตลาดกำหนดราคาอ้างอิงใหม่ของเครื่องดื่ม energy drink ขึ้นมา อาจจะช่วยให้ OSP ชิงส่วนแบ่งตลาดกลับคืนมาได้บ้าง อย่างไรก็ตาม เรามองว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปผล
แนะนำ ถือ โดยประเมินราคาเป้าหมายปี 2566F ที่ 26 บาท
ถึงแม้ว่าผู้ผลิตเครื่องดื่มชูกำลัง (energy drink) จะแข่งขันอยู่ในระนาบเดียวกัน และมีการกำหนดราคาเหมือน ๆ กัน แต่เราคาดว่าแรงกดดันทางด้านต้นทุน และอุปสงค์ที่โตต่ำจะกดแนวโน้มในระยะสั้นเอาไว้ ในขณะเดียวกัน ราคาหุ้น OSP ค่อนข้างแพงแล้ว เราจึงยังคงคำแนะนำ ถือ และประเมินราคาเป้าหมายปี 2566F ที่ 26 บาท (PE ที่ 27x เท่ากับ -1 S.D.)
Risk
แรงกดดันจากด้านต้นทุนการผลิต และอุปสงค์หดตัวลง.





