“ตลาดหุ้นไทย” ปิดตลาดอยู่ที่ 1,657.69 จุด เพิ่มขึ้น 6.02 จุด หรือ 0.36% “บล.เอเซีย พลัส” ชี้ ตลาดหุ้นไทยปิดแดนบวกเพราะตลาดรับรู้ข่าวร้ายไปมากแล้ว ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พรุ่งนี้อาจบวกต่อเล็กน้อย ด้วยแนวต้าน 1,660 จุด ส่วนแนวรับ 1,640 จุด
ความเคลื่อนไหวดัชนีตลาด “หุ้นไทย” วันนี้ผันผวนในทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบทั้งวัน ซึ่งดัชนีตลาดหุ้นไทยทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,660.18 จุด และต่ำสุดอยู่ที่ 1,650.39 จุด ก่อนมาปิดตลาดที่ 1,657.69 จุด เพิ่มขึ้น 6.02 จุด หรือ 0.36% มูลค่าซื้อขาย 53,391.41 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่
1. KBANK มูลค่า 3,420.89 ล้านบาท ราคาหุ้นปิดที่ 139 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 0.72%
2. SINGER มูลค่า 3,270.53 ล้านบาท ราคาหุ้นปิดที่ 21.50 บาท เพิ่มขึ้น 4.20 บาท หรือ 24.28%
3. CPALL มูลค่า 2,819.09 ล้านบาท ราคาหุ้นปิดที่ 64.25 บาท ลดลง 2.00 บาท หรือ 3.02%
4. JMART มูลค่า 1,724.88 ล้านบาท ราคาหุ้นปิดที่ 29.25 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 7.34%
5. JMT มูลค่า 1,667.56 ล้านบาท ราคาหุ้นปิดที่ 47.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาท หรือ 3.83%
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ ปรับตัวบวกขึ้นมาก เนื่องจากปัจจัยหลักอย่างตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) รวมทั้งตัวเลขผลประกอบการไตรมาส 4 ของบริษัทจดทะเบียนออกมาไม่ดีมากนัก
“อย่างไรก็ดี หากต้องอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตลาดหุ้นไทยรับฟังปัจจัยลบที่กล่าวมาไปเกือบหมดแล้วจากการที่ตลาดปรับตัวลดลงในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ผมก็ยังมองว่าปัจจัยลบทั้งสองยังไม่จบ และจะยังกระทบตลาดหุ้นไทยไปอีกระยะหนึ่ง”
“ทั้งนี้ จำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบต่อเนื่องจากปัจจัยลบทั้งสอง โอเคจีดีพีเป็นเเบบนี้ มันเปิดดาวน์ไซด์ให้กับคาดการณ์จีดีพีที่ออกมาอีกมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งเอิร์นนิงบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ มันจะกระทบกับการปรับประมาณการอีกมากน้อยเพียงใด ที่กล่าวมาต้องการจะสื่อว่า ผมยังมองว่าผลกระทบจากตัวเลขจีดีพีของไทย และเอิร์นนิงบริษัทจดทะเบียนที่ต่ำคาดจะเข้ามาสร้างเเรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทยได้อีกเรื่อยๆ”
สำหรับดัชนีตลาดหุ้นไทยวันพรุ่งนี้ (21 ก.พ.) อาจปรับตัวขึ้นเล็กน้อยด้วยแนวต้าน 1,660 จุด ส่วนแนวรับ 1,640 จุด ภายใต้ปัจจัยชุดเดิม โดยสำหรับคำแนะนำในการลงทุนในวันพรุ่งนี้คือ “หากมีกำไรก็ขายทำกำไรออกไปบ้าง และดึงมาสะสมในพอร์ต ประมาณ 10%-20% ด้วยเทคนิคเลือกซื้อหน้าหุ้นรายตัว (Selective Buy) ที่มีประเด็นบวกเฉพาะตัว เช่น AP, TISCO, หรือ PTTEP เป็นต้น"
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





