วันเสาร์ ที่ 10 ตุลาคม 2569

Login
Login

สรุปผลการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ ทั่วโลกยังกล้าให้รัฐบาลสหรัฐฯกู้ยืมเงินอีกหรือไม่?

ทั่วโลกยังแห่ซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ ทั้งรุ่น 10 ปีและ 30 ปี สะท้อนความต้องการลงทุนที่ยังแข็งแกร่ง แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเผชิญต้นทุนกู้ยืมสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี ท่ามกลางนักลงทุนที่เรียกร้องผลตอบแทนสูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง ชี้โจทย์ใหญ่ไม่ใช่การขายหนี้ไม่ได้ แต่เป็นการรักษาความเชื่อมั่นของตลาดภายใต้ภาระดอกเบี้ยที่แพงขึ้น

KEY POINTS

  • ทั่วโลกยังคงให้รัฐบาลสหรัฐฯ กู้ยืมเงิน โดยผลการประมูลพันธบัตรอายุ 10 ปี และ 30 ปี แสดงให้เห็นถึงความต้องการซื้อที่แข็งแกร่งและน่าพอใจจากนักลงทุน
  • อย่างไรก็ตาม นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นมากเพื่อชดเชยความเสี่ยง ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องจ่ายต้นทุนการกู้ยืมในรูปของอัตราผลตอบแทน (Yield) ที่สูงที่สุดในรอบกว่า 20 ปี
  • ความต้องการซื้อพันธบัตรอายุ 10 ปีแข็งแกร่งเป็นพิเศษ โดยนักลงทุนยอมรับอัตราผลตอบแทนที่ต่ำกว่าราคาตลาดก่อนประมูล (Stop-Through) สะท้อนว่ายังมีเงินจำนวนมากพร้อมกลับเข้ามาซื้อเมื่อผลตอบแทนน่าดึงดูด
  • แม้แต่พันธบัตรระยะยาว 30 ปี ซึ่งเป็นการทดสอบความเชื่อมั่นในระยะยาว ก็ยังได้รับการตอบรับที่ดีและมีแรงซื้อรองรับได้ โดยผู้ลงทุนที่ไม่ใช่สถาบันการเงินตัวกลาง (Primary Dealers) รับพันธบัตรไปเกือบทั้งหมด
  • บทสรุปคือ ปัญหาของสหรัฐฯ ไม่ใช่การ "ขายพันธบัตรไม่ได้" แต่เป็นคำถามว่า "จะต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงแค่ไหน" เพื่อให้โลกยังคงยอมถือหนี้ของตนเองต่อไป

ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เพิ่งผ่านบททดสอบครั้งสำคัญในสัปดาห์นี้ หลังรัฐบาลเปิดประมูลพันธบัตร 3 รุ่นติดต่อกัน ระหว่างวันที่ 6 - 8 ตุลาคม 2026 รวมมูลค่า $119 billion โดยการประมูลเกิดขึ้นในจังหวะที่ตลาดกำลังกังวลเรื่อง เงินเฟ้อ ราคาน้ำมันที่กลับขึ้นเหนือ $100 ต่อบาร์เรล Fed ที่มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยต่อ และภาระหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้แรงขายพันธบัตรกดดันให้ Bond Yield ขยับสูงขึ้น โดยเฉพาะพันธบัตรอายุ 10 ปีที่พุ่งขึ้นไปเหนือ 5.3% จนหลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า นักลงทุนจะยังยอมซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในปริมาณมหาศาลอีกหรือไม่

และผลประมูลก็แสดงภาพให้เห็นอย่างชัดเจน

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่าพันธบัตรอายุ 3 ปีได้รับความต้องการระดับปานกลางค่อนไปทางอ่อน ขณะที่รุ่น 10 ปีได้รับความสนใจอย่างมาก และรุ่น 30 ปีก็ยังมีแรงซื้อรองรับได้ดี แม้อัตราผลตอบแทนจะขึ้นไปสูงที่สุดในรอบกว่า 20 ปี

ผลประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ วันที่ 6–8 ตุลาคม 2026

สรุปผลการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ ทั่วโลกยังกล้าให้รัฐบาลสหรัฐฯกู้ยืมเงินอีกหรือไม่?

ตัวเลขที่สะดุดตาที่สุดไม่ใช่เพียง Yield ที่สูงมาก แต่เป็นคำถามว่า ใครเป็นคนซื้อพันธบัตรเหล่านี้ และซื้อในสัดส่วนเท่าไร โดยผลที่ออกมาสะท้อนว่า นักลงทุนยังมีความต้องการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะรุ่น 10 ปีและ 30 ปี แต่ความต้องการนั้นเกิดขึ้นหลังราคาพันธบัตรลดลงมากจน Yield สูงพอจะดึงผู้ซื้อกลับมาพันธบัตรสหรัฐฯ ยังขายได้ แต่ราคาที่รัฐบาลต้องจ่ายเพื่อกู้เงินแพงขึ้นกว่าเดิมมากและเมื่อแยกดูทั้งสามรุ่น จะเห็นพฤติกรรมของนักลงทุนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

สรุปผลการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ ทั่วโลกยังกล้าให้รัฐบาลสหรัฐฯกู้ยืมเงินอีกหรือไม่?

พันธบัตรอายุ 3 ปี นักลงทุนยังซื้อ แต่ไม่ได้ไล่ซื้อทุกราคา

การประมูลวันอังคารที่ 6 ตุลาคม เริ่มจากพันธบัตรอายุ 3 ปี วงเงิน $58 billion ซึ่งเป็นรุ่นที่ค่อนข้างไวต่อทิศทางดอกเบี้ย Fed เพราะมีอายุไม่ยาวมาก การคาดการณ์ว่า Fed จะขึ้นหรือลดดอกเบี้ยในช่วง 2–3 ปีข้างหน้า จึงมีผลต่อราคาพันธบัตรรุ่นนี้ค่อนข้างมาก

ผลประมูลออกมาที่ Yield 4.932% เพิ่มจากการประมูลเดือนกันยายนที่ 4.474% ถึง 45.8 basis points หรือประมาณ 0.46 จุดเปอร์เซ็นต์ และเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2006

นักลงทุนยื่นคำเสนอซื้อรวมประมาณ $151.7 billion เทียบกับวงเงินที่เปิดขาย $58 billion ทำให้ Bid-to-Cover อยู่ที่ 2.62 เท่า ต่ำกว่าเดือนก่อนที่ 2.72 เท่า และต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 6 ครั้งก่อนหน้าที่ 2.65 เท่าเล็กน้อย

เมื่อแยกผู้ซื้อ พบว่า Indirect Bidders ได้รับจัดสรรประมาณ $32.83 billion หรือ 57.6% ลดลงจากเดือนก่อนที่ 62.1% ขณะที่ Direct Bidders เพิ่มขึ้นเป็น $18.05 billion หรือ 31.7% ส่วน Primary Dealers รับไปประมาณ $6.12 billion หรือ 10.7%

การที่ Direct Bidders เพิ่มขึ้นมากเป็นสัญญาณว่ามีสถาบันที่เข้าร่วมประมูลโดยตรงมากขึ้น แต่ความต้องการโดยรวมไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก เพราะ Bid-to-Cover ลดลง และ Indirect Bidders ก็ซื้อในสัดส่วนที่น้อยลง

อย่างไรก็ตาม ผลประมูลไม่ได้ถือว่าแย่จนรัฐบาลต้องยอมจ่าย Yield สูงกว่าตลาดอย่างผิดปกติ เพราะ Yield ที่ประมูลได้ 4.932% ยังต่ำกว่า Yield ในตลาดก่อนเปิดผลประมูลเล็กน้อยที่ประมาณ 4.934% ภาพของพันธบัตร 3 ปีจึงค่อนข้างชัด นักลงทุนยังพร้อมซื้อ แต่ยังระมัดระวังต่อความเสี่ยงที่ Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยต่อ

พันธบัตรอายุ 10 ปี ตัวเลขที่เปลี่ยนบรรยากาศของตลาดพันธบัตร

วันพุธที่ 7 ตุลาคม เป็นการประมูลพันธบัตรอายุ 10 ปี วงเงิน $39 billion ซึ่งถือเป็นพันธบัตรอ้างอิงสำคัญที่สุดรุ่นหนึ่งของตลาดการเงินโลก เพราะ Yield รุ่นนี้ส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยกู้บ้าน ต้นทุนระดมทุนของบริษัท และการประเมินมูลค่าหุ้น

ก่อนประมูล Yield พันธบัตร 10 ปีเคยขึ้นไปถึงบริเวณ 5.36% ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและราคาน้ำมัน

แต่พอเปิดผลประมูล กลับพบว่าความต้องการซื้อแข็งแกร่งมาก

Yield ที่ประมูลได้อยู่ที่ 5.300% สูงกว่าเดือนก่อนที่ 4.834% ถึง 46.6 basis points และเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000 แม้รัฐบาลต้องจ่ายต้นทุนกู้ยืมที่สูงขึ้น แต่ Bid-to-Cover กลับเพิ่มเป็น 2.77 เท่า จากเดือนก่อนที่ 2.71 เท่า และสูงกว่าค่าเฉลี่ย 6 ครั้งก่อนหน้าที่ประมาณ 2.54 เท่า

นักลงทุนยื่นคำเสนอซื้อรวมประมาณ $108.1 billion จากวงเงินที่เปิดขายเพียง $39 billion

 

แต่ตัวเลขที่สะดุดตาที่สุดคือผู้ซื้อ

Indirect Bidders ได้รับจัดสรรถึง 80.3% หรือประมาณ $31.06 billion ขณะที่ Direct Bidders ซื้ออีก 17.1% หรือประมาณ $6.62 billion ส่วน Primary Dealers ได้รับจัดสรรเพียง 2.5% หรือ $984 million จากวงเงินประมูล $39 billion

ลองเทียบกับค่าเฉลี่ย 6 ครั้งก่อนหน้า Primary Dealers ต้องรับพันธบัตรประมาณ 8.8% แต่รอบนี้เหลือเพียง 2.5% หมายความว่าพันธบัตรเกือบทั้งหมดถูกจัดสรรให้ผู้ลงทุนกลุ่มอื่น โดย Dealers ไม่จำเป็นต้องรับไว้มากเหมือนในรอบที่ความต้องการอ่อนแอ

อีกตัวเลขที่สำคัญคือ Auction Tail ปกติผู้ค้าพันธบัตรจะเทียบ Yield ที่ประมูลได้กับ Yield ที่ซื้อขายกันในตลาดก่อนประกาศผล หรือที่เรียกว่า When-Issued Yield หาก Yield ที่ประมูลได้สูงกว่าระดับตลาดมาก แปลว่ารัฐบาลต้องยอมให้ผลตอบแทนเพิ่มเพื่อดึงผู้ซื้อ เรียกว่าเกิด Tail ซึ่งมักสะท้อนความต้องการที่อ่อนกว่าคาด แต่รอบนี้ Yield ที่ประมูลได้ 5.300% ต่ำกว่าระดับตลาดก่อนประมูลประมาณ 5.317% อยู่ 1.7 basis points เรียกว่า Stop-Through หมายถึงนักลงทุนยอมรับ Yield ที่ต่ำกว่าระดับตลาดก่อนประมูล สะท้อนว่าความต้องการซื้อแข็งแรงกว่าที่คาดไว้

จึงไม่แปลกที่หลังประกาศผล ราคาพันธบัตรฟื้นตัวและ Yield ลดลง

การประมูลครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า แม้นักลงทุนจะกังวลเรื่องเงินเฟ้อและหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ แต่เมื่อ Yield ขึ้นไปสูงเพียงพอ ก็ยังมีเงินจำนวนมากพร้อมกลับเข้ามาซื้อ

พันธบัตรอายุ 30 ปี  บททดสอบว่าใครยังกล้าให้รัฐบาลสหรัฐฯ กู้เงินระยะยาว

ถ้ารุ่น 3 ปีสะท้อนความคาดหวังต่อ Fed และรุ่น 10 ปีสะท้อนต้นทุนเงินทุนระยะกลางถึงยาว รุ่น 30 ปีก็เป็นบททดสอบความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และฐานะการคลังในระยะยาวกว่า

เพราะนักลงทุนกำลังตัดสินใจว่าจะถือหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะครบกำหนดในปี 2056 หรือไม่

การประมูลวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม เปิดขายวงเงิน $22 billion โดย Yield อยู่ที่ 5.618% เพิ่มจากเดือนก่อนที่ 5.308% หรือ 31 basis points และเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2000

Bid-to-Cover อยู่ที่ 2.54 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย 6 ครั้งก่อนหน้าที่ประมาณ 2.41 เท่า แม้จะต่ำกว่าการประมูลเดือนกันยายนที่ 2.61 เท่าก็ตาม

เมื่อแยกผู้ซื้อ Indirect Bidders ได้รับจัดสรร 72.3% หรือ $15.87 billion Direct Bidders อีก 20.9% หรือ $4.58 billion และ Primary Dealers เพียง 6.8% หรือ $1.49 billion นั่นหมายความว่า ผู้ลงทุนที่ไม่ใช่ Primary Dealers รับพันธบัตรไปถึงประมาณ 93% ของยอดจัดสรรแบบแข่งขัน แม้ Yield ระดับ 5.618% จะสูงที่สุดในรอบกว่า 26 ปี แต่ตลาดไม่ได้ปฏิเสธที่จะถือพันธบัตรระยะยาว

อีกทั้ง Yield ที่ประมูลได้ยังใกล้เคียงกับระดับตลาดก่อนประมูลมาก โดยสูงกว่าเพียงประมาณ 0.1 basis point ถือว่าออกมาตามความคาดหมาย ไม่ได้มี Tail ขนาดใหญ่ที่บ่งชี้ถึงความผิดปกติ หลังผลประมูลออกมา ตลาดพันธบัตรปรับตัวดีขึ้น โดย Yield รุ่น 10 ปีลดลงมาบริเวณ 5.227% และรุ่น 30 ปีลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 5.602% สะท้อนว่าแรงซื้อในการประมูลช่วยผ่อนคลายความกังวลของตลาดได้ระดับหนึ่ง

บทสรุปของการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ ทั้งสามรุ่น

ตลาดไม่ได้กำลังบอกว่าไม่มีใครอยากถือหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ อีกแล้ว ตรงกันข้าม รุ่น 10 ปีและ 30 ปียังได้รับความต้องการซื้อในระดับที่น่าพอใจ แม้ Yield จะสูงที่สุดในรอบกว่า 20 ปีแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือราคาที่นักลงทุนยอมจ่ายเมื่อหลายปีก่อน รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถระดมเงินระยะยาวด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก เพราะนักลงทุนต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและมีทางเลือกให้รับผลตอบแทนไม่มากนัก

วันนี้นักลงทุนยังต้องการ Treasury อยู่ แต่ต้องได้รับผลตอบแทนสูงพอที่จะชดเชยความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และความผันผวนของราคาสหรัฐฯ จึงไม่ได้มีปัญหาว่าจะขายพันธบัตรได้หรือไม่ แต่กำลังเผชิญคำถามที่ใหญ่กว่า คือจะต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงแค่ไหน เพื่อให้โลกยังยอมถือหนี้ของตัวเอง