ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินสายโรดโชว์ในต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่นและเชิญชวนบริษัทต่างชาติที่ตั้งฐานการผลิตในไทยให้เข้าระดมทุนในตลาดหุ้นไทย หนึ่งในกลยุทธ์หลัก ดึงดูดอุตสาหกรรมยุคใหม่
KEY POINTS
- ตลาดหุ้น IPO ไทยเผชิญภาวะซบเซาหนัก โดยคาดว่าปีนี้จะมีบริษัทเข้าจดทะเบียนน้อยที่สุดในรอบ 20 ปี ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งปฏิรูปเพื่อฟื้นความเชื่อมั่น
- หนึ่งในกลยุทธ์หลักคือการผลักดันและดึงดูดอุตสาหกรรมยุคใหม่ (New Economy) เช่น Data Center, AI, และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ
- ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินสายโรดโชว์ในต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเชิญชวนบริษัทต่างชาติที่ตั้งฐานการผลิตในไทยให้เข้าระดมทุนในตลาดหุ้นไทย
ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ตลาดทุนไทย” ตั้งแต่ต้นปี 2569 สร้างผลตอบแทนระดับต้น ๆ ของภูมิภาค แต่กลับสวนทาง “ตลาดไอพีโอ” ที่สถานการณ์ “ซบเซา” สะท้อนจากต้นปี-ปัจจุบัน มีจำนวนไอพีโอเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้ง SET และ mai เพียงแค่ 3 บริษัท หรือคิดเป็นมูลค่าระดมทุนอยู่แค่ 698.92 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2569 จะมีไอพีโอเพียง 15 บริษัท หรือต่ำสุดในรอบ 20 ปี และเทียบปี 2568 ที่มีไอพีโอ 18 บริษัท มูลค่าระดมทุน 8,151.70 ล้านบาท หรือในอดีตเคยมีตลาดไอพีโอมีมูลค่าระดมทุนสูงสุด “แสนล้านบาท”
ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องระดม “สรรพกำลัง” ทั้ง กระทรวงการคลัง , สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ต้องปรับตัวและเร่งปฏิรูปตลาดทุนไทยครั้งใหญ่ เพื่อหวัง “ฟื้นความเชื่อมั่น” และ “เพิ่มเสน่ห์” เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
“จรีพร จารุกรสกุล” ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า บริษัทยังคงแผนนำบริษัทลูกเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น แต่ ณ ปัจจุบัน ยังอยู่ระหว่างประเมินสภาพตลาดและช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม ด้วยที่ผ่านมาภาวะตลาดหุ้นไม่เอื้อและมีข่าวลบกระทบ เราจึงเลือกที่จะถอยออกมาตั้งหลักก่อน แต่ในแง่ธุรกิจก็ทำควบคู่ไปเพื่อสร้างการให้เติบโตต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ในปีหน้ามีโอกาสอาจนำ “สินทรัพย์ในประเทศเวียดนาม” เข้าระดมทุนในตลาดหุ้นเวียดนาม ด้วยมองทิศทางตลาดเวียดนามเริ่มฟื้นตัวขึ้นแล้ว หลังจากการฟื้นตัวของ FDI จากซบเซาไปประมาณ 2 ปี จาก “ปัญหาอัตราภาษี” (Tariff) ที่สูง สะท้อนการชะลอการลงทุน แต่สำหรับโครงการแรกในเวียดนามยังมีอัตราการเช่าอยู่ที่ประมาณ 80% ส่วนโครงการที่สองอยู่ที่ประมาณ 50% และกำลังมีการเปิดตัวนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ที่มีเส้นทางคมนาคมดีขึ้น
“กรภัทร วรเชษฐ์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดถึงทิศทางตลาดทุนไทยและการฟื้นตัวของหุ้น IPO ว่า การเพิ่มความน่าสนใจของตลาดทุนไทยในระยะกลางถึงระยะยาว นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพ และผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนเดิมแล้ว สิ่งสำคัญคือ การดึงอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น Data Center กลุ่ม New S-Curve หรือ New Economy เข้ามาปักหมุดระดมทุนในประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความหลากหลายและยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในตลาดหุ้นไทย
อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องพิจารณากฎระเบียบอย่างรอบด้าน เพื่อกำกับดูแลให้ธุรกิจที่เข้ามาระดมทุนสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและศักยภาพการผลิตของคนในประเทศอย่างแท้จริง โดยที่ผ่านมาเริ่มเห็นการปฏิรูป (Reform) กฎระเบียบในหลายด้านให้สอดคล้องเหมาะสมมากขึ้น
นอกจากนี้ โครงการขับเคลื่อนการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น Thailand Fast Track และ101 Project มูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท หากผ่านพ้นช่วงความไม่แน่นอนด้านเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศและประเด็นคดีความต่างๆ ไปได้ คาดว่า จะเห็น FDI เข้าสู่ไทยเร่งตัวขึ้นชัดเจนในปีหน้าเทียบปีนี้
อย่างไรก็ดี สำหรับภาวะตลาดหุ้น IPO ที่ชะลอตัวลงในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาและปัจจุบันปัจจุบันเม็ดเงินยังคงกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่ แต่คาดว่าบรรยากาศจะค่อย ๆ คืนความน่าสนใจขึ้น หากภาพรวมตลาดเริ่มทำผลงานได้ดีขึ้น ผลประกอบการของหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กเริ่มฟื้นตัว ประกอบกับได้รับการสนับสนุนจากกองทุนระยะยาวภายในประเทศและการเดินหน้า BOI to IPO อย่างเป็นรูปธรรม ก็จะช่วยคืนความน่าสนใจให้กับหุ้น IPO ที่มีศักยภาพในระยะถัดไป
“เซนทริเมนต์ของหุ้น IPO ที่มีศักยภาพจะกลับมาดูน่าสนใจขึ้น เมื่อผลประกอบการของหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กเริ่มฟื้นตัว และมี มีโครงสร้างกองทุนระยะยาว และ BOI to IPO เข้ามาช่วยสนับสนุนและดึงดูดบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเข้าสู่ตลาดทุนไทยน่าสนใจมากขึ้น”
“อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า การเดินทางไปโรดโชว์พบปะนักลงทุนต่างประเทศ นำโดย นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรี และผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดการเดินทางไป นิวยอร์ก และ ลอนดอนในสัปดาห์นี้ โดยได้รับการประสานงานและจัดนัดหมายนักลงทุนจากสถาบันการเงินระดับโลก ประกอบด้วย Bank of America, Jefferies Group และ UBS
โดยจัดให้มี Group Meeting กับผู้แทนกองทุนประมาณ 10-15 ราย รวมถึงการประชุมรายบริษัทและกองทุนยักษ์ใหญ่ระดับโลกมีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้ นำเสนอข้อมูลประเทศ และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับกองทุนสถาบันชั้นนำระดับโลก
ทั้งนี้ ความสำเร็จของการออกไปพูดคุยไม่ได้วัดจากการเข้า IPO ทันทีเพียงอย่างเดียว แต่มุ่งหวังให้ได้รับทราบความต้องการ ข้อจำกัด และอุปสรรคจริงของผู้ประกอบการ เพื่อนำมาพัฒนาเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ให้มีความชัดเจน ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดพันธะผูกพัน ร่วมกันของทุกฝ่ายในระบบนิเวศ (Ecosystem) ทั้งผู้ระดมทุน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ และผู้สอบบัญชี
โดยคาดหวังผลักดันให้ “บริษัทต่างชาติ” ในกลุ่มธุรกิจยุคใหม่ (New Economy) ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เช่นอิเล็กทรอนิกส์/PCB, ห่วงโซ่อุปทาน AI, ยานยนต์ไฟฟ้า EV, หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ, เทคโนโลยีชีวภาพ และดิจิทัล เข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
แม้จะเปิดกว้างสำหรับบริษัทจากทุกประเทศ แต่จากการเจรจาพบว่ากลุ่มทุนจากเอเชีย มีแนวโน้มแสดงความสนใจมากกว่า ขณะที่บริษัทจากสหรัฐ ส่วนใหญ่มีนโยบายจดทะเบียนเฉพาะบริษัทแม่ในประเทศตนเอง
อย่างไรก็ตาม เรามุ่งเป้าทั้งบริษัทใหม่ที่เข้ามาลงทุน และยังมุ่งหวังเชิญชวนบริษัทต่างชาติรายเดิมที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยมานานกว่า 10 ปี และมีความมั่นคงทางธุรกิจให้เห็นโอกาสและตัดสินใจเข้าจดทะเบียนในไทย ส่วนบริษัทที่เคยชะลอแผน IPO ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ยังไม่พบการยื่นขอเข้าตามเกณฑ์ใหม่ BOI to IPO
“มุ่งหวังสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับนักลงทุนไทยได้เข้าถึงกลุ่มธุรกิจที่เป็น New Economy ของประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับและเพิ่มเสน่ห์ความน่าสนใจให้กับตลาดทุนไทย เราคาดว่าหลังจากปีหน้าเป็นต้นไป จะเริ่มเห็นพลังและความชัดเจนที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น”





