ก.ล.ต. เดินหน้ายกระดับสกัดภัยทุจริตตลาดทุน ชูกรอบ 3P “Prevent–Protect–Practice” คุมเข้ม KYC–บัญชีม้า พร้อมยกระดับกฎ Travel Rule และกำกับ Stablecoin จับมือ ปปง.–ธปท.–ตำรวจ เชื่อมข้อมูลธุรกรรมต้องสงสัย เสริมเกราะป้องกันอาชญากรรมทางการเงินและรักษาความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย
KEY POINTS
- ก.ล.ต. ยกระดับการจัดการภัยทุจริตทางการเงินผ่านกรอบ 3P (Prevent, Protect, Practice) เพื่อปิดช่องทางการกระทำผิด ป้องกันผู้ลงทุน และปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาความน่าเชื่อถือของตลาดทุน
- กำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจตัวกลาง (ผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัล) อย่างเข้มข้น ให้มีกระบวนการทำความรู้จักและตรวจสอบลูกค้า (KYC) ที่รัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีถูกใช้เป็นทางผ่านของเงินจากอาชญากรรม
- ร่วมมือกับผู้ประกอบธุรกิจเพื่อยกระดับมาตรฐานการป้องกันและจัดการ "บัญชีม้า" ในตลาดทุน โดยกำหนดกระบวนการตรวจสอบเชิงลึกและมาตรการระงับบริการตามความเสี่ยง เพื่อให้สามารถตรวจจับและตอบสนองต่อความผิดปกติได้ทันท่วงที
- ออกหลักเกณฑ์ Travel Rule สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล และเตรียมยกระดับการกำกับดูแล Stablecoin เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงในการใช้เป็นช่องทางฟอกเงินและก่ออาชญากรรม
- ประสานการทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ เช่น ปปง., ธปท., และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินและธุรกรรมที่น่าสงสัย ทำให้สามารถติดตามเส้นทางของทรัพย์สินและบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- เน้นย้ำว่าการสกัดกั้นภัยทุจริตเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ตั้งแต่บริษัทจดทะเบียนที่ต้องโปร่งใส ไปจนถึงประชาชนที่ไม่ควรให้ผู้อื่นใช้บัญชีของตน เพื่อสร้างแนวป้องกันที่เข้มแข็งและรักษาความน่าเชื่อถือของระบบเศรษฐกิจไทย
เมื่อกล่าวถึงภัยทุจริตทางการเงิน หลายคนอาจนึกถึงเงินจากขบวนการอาชญากรรมหรือธุรกิจผิดกฎหมายในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งผู้กระทำผิดย่อมพยายามหาช่องทางนำเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมาย ด้วยการพยายามแทรกซึมสู่ภาคธุรกิจ ระบบการเงิน ตลาดทุน ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ตลอดจนการถือครองทรัพย์สินรูปแบบอื่น เพื่อปกปิดที่มา เปลี่ยนรูปแบบ หรือทำให้ทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบมีภาพเสมือนว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาอย่างถูกต้อง โดยอาศัยเทคโนโลยี ความเชื่อมโยงข้ามพรมแดน บุคคลหลายทอด บริษัทบังหน้าหรือนอมินี เพื่ออำพรางตัวตนและเส้นทางของเงิน นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การรับมือกับภัยทุจริตทางการเงินไม่อาจเป็นเพียงภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น
ชู 3P ยกระดับการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน
สำหรับตลาดทุน ความเชื่อมั่นถือเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง ผู้ลงทุนต้องเชื่อมั่นว่าบริษัท ที่ระดมทุนมีตัวตนและดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส ผู้ประกอบธุรกิจตัวกลางมีระบบตรวจสอบลูกค้าและธุรกรรม ที่เหมาะสม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่และผู้มีอำนาจควบคุมสามารถตรวจสอบได้ และเมื่อเกิดการกระทำผิด หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การสกัดกั้นภัยทุจริตทางการเงินจึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความน่าเชื่อถือและความเป็นธรรมของระบบเศรษฐกิจไทยด้วย
บทบาทของ ก.ล.ต. ในเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการกำกับดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ดิจิทัล แต่มุ่งไปที่การกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจตัวกลางไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำผิด โดยยกระดับการจัดการภัยทุจริตทางการเงินผ่านกรอบ 3P ได้แก่ Prevent ปิดช่องทางไม่ให้สินทรัพย์ดิจิทัลถูกใช้ในการกระทำผิด Protect ป้องกันผู้ลงทุนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อและลดความเสียหาย และ Practice ปฏิบัติตามมาตรฐานสากลและสอดคล้องกับผู้ให้บริการภาคการเงิน ซึ่งการยกระดับนี้จะเริ่มตั้งแต่การทำให้ผู้ประกอบธุรกิจตัวกลางรู้จักและเข้าใจลูกค้าของตนอย่างแท้จริง ตั้งแต่การยืนยันตัวตน การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลหรือทรัพย์สิน การประเมินความเสี่ยง ไปจนถึงการติดตามพฤติกรรมและธุรกรรมที่อาจมีเหตุอันควรสงสัย เพราะเป็นแนวป้องกันด่านแรกที่ไม่ทำให้บัญชีของบุคคลทั่วไป บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ หรือบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัล ถูกนำไปใช้เป็นทางผ่านของเงินจากอาชญากรรม
การทำหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจึงต้องมีความเข้มข้น ทั้งกระบวนการทำความรู้จักตัวตนของลูกค้า การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า รวมถึงการตรวจสอบเชิงลึกในกรณีที่พบปัจจัยเสี่ยงหรือพฤติกรรมผิดปกติ โดยหากไม่สามารถระบุตัวตนหรือมีข้อมูลไม่เพียงพอ ผู้ประกอบธุรกิจต้องดำเนินการตามมาตรการที่กำหนด ซึ่งอาจรวมถึงการปฏิเสธหรือระงับการให้บริการได้
นอกจากนี้ ปัจจุบันมีบัญชีที่ถูกใช้รับหรือถ่ายโอนทรัพย์สินแทนผู้อื่น หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า “บัญชีม้า” ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระบบธนาคาร แต่อาจมีบัญชีที่ใช้ซื้อขายหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ดิจิทัล การป้องกันปัญหานี้จึงจำเป็นต้องทำให้มาตรฐานของแต่ละภาคส่วนสอดประสานกัน ไม่เปิดช่องให้ผู้กระทำผิดย้ายจากระบบที่มีมาตรการเข้มแข็งกว่าไปยังระบบที่มีมาตรการแตกต่างกัน
ในช่วงที่ผ่านมา ก.ล.ต. กับผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัลจึงร่วมกันยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมในการป้องกันและจัดการบัญชีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด โดยกำหนดกระบวนการตรวจสอบเชิงลึกและมาตรการระงับการให้บริการตามความเสี่ยง แนวทางดังกล่าวสะท้อนหลักการสำคัญว่า ผู้ให้บริการไม่ควรรอจนเกิดความเสียหายแล้วจึงดำเนินการ แต่ต้องสามารถตรวจพบสัญญาณผิดปกติและตอบสนองได้อย่างทันท่วงที
รวมถึงการออกหลักเกณฑ์ Travel Rule สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อจัดการความเสี่ยงเกี่ยวกับการโอนและรับโอนสินทรัพย์ดิจิทัล อีกทั้งเตรียมยกระดับการกำกับดูแลการทำธุรกรรม stablecoin ทั้งนี้ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงในการนำสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางในการฟอกเงินและก่ออาชญากรรม รวมถึงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและกำกับดูแลของ ก.ล.ต.
ผนึกทุกแนวร่วมเดินหน้าสกัดกั้น
อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของการรับมืออาชญากรรมทางเทคโนโลยีคือ ข้อมูลที่จำเป็นต่อการมองเห็นภาพรวมมักอยู่ในความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน เพราะธุรกรรมหนึ่งส่วนอาจเกิดขึ้นในระบบธนาคาร อีกส่วนหนึ่งอาจเกิดขึ้นในตลาดทุนหรือสินทรัพย์ดิจิทัล ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล เครือข่าย หรือการกระทำผิดต้นทางอาจอยู่กับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเมื่อนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาเชื่อมโยงกัน อาจทำให้มองเห็นรูปแบบ ความสัมพันธ์ และเส้นทางของทรัพย์สินได้ชัดเจนขึ้น การทำงานแบบบูรณาการจึงก้าวไปสู่การเชื่อมโยงจุดต่าง ๆ เพื่อให้สามารถมองเห็นความสัมพันธ์ของบุคคล บัญชี ธุรกรรม และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายระบบ
ก.ล.ต. มีการประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินและพฤติกรรมการทำธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย รวมถึงพัฒนากระบวนการทำงานร่วมกันให้คล่องตัวและสนับสนุนการดำเนินการตามกฎหมายของแต่ละหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ผ่านมาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมทั้งการดำเนินการยึดทรัพย์และการกล่าวโทษในหลายกรณี
ด้านบริษัทจดทะเบียนผู้ลงทุนหรือผู้ถือหุ้นอาจต้องตระหนักถึงความสำคัญมากขึ้นในเรื่องความโปร่งใสของโครงสร้างผู้ถือหุ้น ผู้มีอำนาจควบคุม แหล่งที่มาของเงินทุน และคู่ค้าทางธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อธุรกรรมมีความซับซ้อนหรือเกี่ยวข้องกับบุคคลและนิติบุคคลหลายทอด
สำหรับประชาชนสิ่งที่สำคัญคือ การป้องกันตนเองเพื่อไม่ให้ตกเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการอาชญากรรม โดยไม่ควรยินยอมให้บุคคลอื่นใช้ชื่อ บัญชี หรือช่องทางทำธุรกรรมของตนในการเปิดบัญชี เพราะอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางเงินผิดกฎหมายหรือทางผ่านของความเสียหายที่ขยายวงไปสู่ผู้อื่นจำนวนมาก
จะเห็นได้ว่า ทุกภาคส่วนล้วนมีบทบาทสำคัญในการป้องกันภัยทุจริตทางการเงิน และตราบใดที่ผู้กระทำความผิดยังสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการได้ ทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมกันสร้างระบบที่สามารถป้องกัน ตรวจสอบ เชื่อมโยงข้อมูล รวมถึงพร้อมตอบสนองต่อความเสี่ยงใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับ ก.ล.ต. เป้าหมายของการดำเนินการสกัดกั้นอาชญากรรมทางเทคโนโลยีคือ การสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมพัฒนาการของตลาดทุนกับการป้องกันไม่ให้ระบบถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เพื่อให้ตลาดทุนที่มีคุณภาพเป็นพื้นที่ที่เงินทุนสุจริตสามารถระดมและจัดสรรไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างคุณค่า ผู้ประกอบธุรกิจที่ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม และผู้ลงทุนมีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจ
ท้ายที่สุด การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จะเกิดผลได้เมื่อทุกฝ่ายตระหนักว่า นี่ไม่ใช่ปัญหาของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องของตลาดทุน ระบบธนาคาร หรือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็น ความรับผิดชอบร่วมกันในการรักษาความน่าเชื่อถือของระบบเศรษฐกิจไทย เพราะทุกช่องทางที่เราร่วมกันปิด คือโอกาสที่ลดลงของผู้กระทำผิด และทุกจุดที่เราเชื่อมโยงกันได้ คือแนวป้องกันที่เข้มแข็งขึ้นสำหรับประชาชน ผู้ลงทุน และประเทศในระยะยาว





