เปิดกลยุทธ์ลงทุนยุค K-Shape Economy บล.บัวหลวงคัดหุ้นเด่น 'ฮาร์ดแวร์ AI - พลังงาน' อานิสงส์ K ขาขึ้น แนะจัดพอร์ตแบบ ‘บาร์เบล‘
ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก แต่ในขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยกลับแสดงความแข็งแกร่งจนกลายเป็น "หลุมหลบภัย" ของนักลงทุน “พิริยพล คงวาณิช” นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่าย Wealth Research บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองและชี้เป้าการจัดพอร์ตให้รอดพ้นจากสภาวะเศรษฐกิจแบบ K-Shape ในการอบรมสมาคมนักข่าวเศรษฐกิจ 2569
เข้าใจเศรษฐกิจ K-Shape ทำไม GDP ร่วง แต่ตลาดหุ้นพุ่ง?
พิริยพล อธิบายว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยปัจจุบันอยู่ในสภาวะ K-Shape อย่างชัดเจน โดย "K-ขาล่าง" คือภาคการบริโภคในประเทศที่ถูกกดดันอย่างหนักจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงเกิน 80% ซึ่งถือเป็นระดับที่เป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจและฉุดรั้งกำลังซื้อ ส่งผลให้การเติบโตของ GDP ถูกปรับลดประมาณการลงมาอย่างต่อเนื่อง
ในทางกลับกัน "K-ขาบน" อย่างภาคการลงทุน การส่งออก และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลับยังคงเติบโตได้ดี เมื่อพิจารณาโครงสร้างของตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET จะพบว่ามีความแตกต่างจากโครงสร้างเศรษฐกิจจริงอย่างสิ้นเชิง
จากมูลค่าตลาดประมาณครึ่งหนึ่งเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก แบ่งเป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 24% และกลุ่มพลังงานอีก 20% ปัจจัยนี้เองที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยทำผลงานได้โดดเด่นและกลายเป็นหลุมหลบภัยในปีนี้ แม้เศรษฐกิจในประเทศจะชะลอตัวก็ตาม
เมื่อเจาะลึกไปที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา กลุ่ม "New Economy" เช่น Data Center, AI, ICT และโรงไฟฟ้า มีกำไรเติบโตสูงถึง 20-30% ต่อปี ในขณะที่หากตัดกลุ่มนี้ออกไป กำไรของตลาดรวมแทบจะไม่เติบโตหรืออาจติดลบด้วยซ้ำ
เปิดกลยุทธ์ลงทุน AI โลก เลี่ยง ’บิ๊กเทค‘ ช้อน ‘ฮาร์ดแวร์’
สำหรับกระแสการลงทุนใน AI ระดับโลก พิริยพล แนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงการลงทุนโดยตรงในบริษัทผู้พัฒนา AI ยักษ์ใหญ่อย่างเหล่า Hyper Scaler เช่น Microsoft, Google หรือ Amazon ในช่วงนี้ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้กำลังอยู่ในเฟสของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างหนัก (CAPEX) คล้ายกับยุคฟองสบู่ดอตคอม ซึ่งยังไม่เห็นความชัดเจนว่าจะสามารถสร้างรายได้กลับคืนมาได้อย่างไรในระยะเวลาอันใกล้
กลยุทธ์ที่เหมาะสมกว่าคือการลงทุนในกลุ่ม "ฮาร์ดแวร์" ที่รับรายได้จากการสร้าง Data Center โดยตรง เช่น กลุ่มชิปหน่วยความจำ อย่าง Micron และกลุ่มการเชื่อมต่อ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในสงคราม AI ก็ตาม
ชี้เป้าหุ้นไทยรับอานิสงส์ AI "โรงไฟฟ้า" คือคอขวดสำคัญ
ในส่วนของตลาดหุ้นไทย กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากกระแส AI และ Data Center คือ "กลุ่มโรงไฟฟ้า" ซึ่งถือเป็นคอขวดสำคัญของการพัฒนาประเทศ เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
พิริยพลระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด หรือโรงไฟฟ้ายุคเก่า (IPP) อย่าง GPSC, EGCO และ RATCH ล้วนจะได้รับอานิสงส์ความต้องการใช้ไฟฟ้า
นอกจากนี้ กลุ่มที่ปรึกษาและวางระบบ IT ภายในองค์กร เช่น BBIK รวมถึงตัวแทนจำหน่ายระบบคลาวด์อย่าง SIS ก็เป็นหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่จะได้ประโยชน์จากการปรับโครงสร้างไอทีของบริษัทต่างๆ ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
พิริยพล แนะนำให้จัดพอร์ตแบบผสมผสานที่เรียกว่า Barbell Strategy โดยควรมีหุ้นกลุ่มพลังงานติดพอร์ตไว้เช่น PTT ที่มีความปลอดภัยและให้ปันผลในระดับ 4-5% เพื่อรับมือกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะช่วยพยุงราคาพลังงานและค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับสูง
ช้อนหุ้น Turnaround ฟื้นตัวแรง และกลุ่มที่ควร "หนี“
สำหรับนักลงทุนที่มองหาหุ้นที่กำไรผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2 และพร้อมฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง พิริยพล แนะนำ 3 กลุ่มน่าสนใจ ได้แก่
1. กลุ่มโรงแรม (ERW) แม้ราคาหุ้นจะปรับฐานลงมาเพราะความกังวลเรื่องสงคราม แต่การท่องเที่ยวของกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนและอินเดียยังเติบโตได้ดี
2. กลุ่มเครื่องดื่ม (CBG) โดยยอดขายในประเทศเติบโตแข็งแกร่งมาก คาดว่ากำไรในไตรมาส 3 จะกลับมาเติบโตเป็นบวกเมื่อเทียบกับปีก่อน
3. กลุ่มเนื้อสัตว์ (CPF) ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของราคาเนื้อหมู และอาจได้ผลบวกจากสภาวะอากาศ Super El Nino ที่จะทำให้สินค้าเกษตรขาดแคลนและราคาสูงขึ้น
ในทางกลับกัน ”กลุ่มที่ต้องระมัดระวัง“ สำหรับ K-ขาล่าง คือกลุ่มที่พึ่งพากำลังซื้อระดับกลาง-ล่างในประเทศ ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก , กลุ่มโรงพยาบาลที่พึ่งพาฐานคนไข้เงินสด, และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ
SET สิ้นปีมีลุ้น 1,700 จุด
ในท้ายที่สุด พิริยพล ประเมินเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสไปแตะ 1,700 จุดในช่วงปลายปีนี้ เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง เพราะกำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้เติบโตเด่น ซึ่งตลาดคาดว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ปีนี้ขึ้นแตะ 100 บาทต่อหุ้น
กลุ่มที่มีกำไรเติบโตเด่นคือ กลุ่มพลังงานปิโตรเคมี ฯลฯ และหุ้นไทยมีความโดดเด่นในเรื่องของการจ่ายเงินปันผลสูง ทำให้มีโอกาสที่ฟันด์โฟลว์ซื้อสุทธิหุ้นไทยปีนี้ 1.6 แสนล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันซื้อสุทธิแล้วประมาณ 7 หมื่นล้านบาท


