นายเศรษฐวัชร์ พุทธทิพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนทองคำ บริษัท อินเตอร์โกลด์ โกลด์เทรด จำกัด กล่าวในหัวข้อ The New Golden Solution ว่า สถานการณ์ตลาดทองคำในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อย่างรุนแรง จากต้นปีที่ราคาทะยานทำจุดสูงสุดใหม่จนผู้คนรู้สึกว่า "ซื้อวันนี้รวยพรุ่งนี้" แต่ปัจจุบันกลับเผชิญช่วงขาลงต่อเนื่อง 4 เดือน จนนักลงทุนเริ่มเสียขวัญ "ซื้อวันนี้พรุ่งนี้อย่างไร"
อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจัยด้านสงครามจะถูกลดทอนความสำคัญลงด้วยประเด็นเรื่องราคาพลังงาน แต่ทองคำยังคงแสดงบทบาท "สินทรัพย์ปลอดภัย" (Safe Haven) ให้เห็นเป็นระยะ ดังเช่นแรงซื้อคืนมหาศาลในช่วง 15 นาทีสุดท้ายก่อนปิดตลาดเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ดันราคาทองโลกพุ่งขึ้น 17 ดอลลาร์ทันทีที่มีข่าวความขัดแย้งและภาษีการค้า
หัวใจสำคัญ ของตลาดทองคำยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่กลุ่มเก็งกำไร หรือ "Paper Gold" ที่ใช้ Leverage สูงจนถูกล้างพอร์ตไปหลายระลอก แต่อยู่ที่ "ธนาคารกลาง" (Central Banks) ซึ่งเป็นผู้เล่นหลักในฝั่ง Physical Gold โดยกลุ่มนี้เดินหน้าเก็บสะสมทองคำแบบ DCA (Dollar Cost Averaging) โดยไม่สนราคา เพื่อเป้าหมายในการลดการพึ่งพาดอลลาร์ ทำให้ราคาทองคำมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งแม้ในยามที่กลุ่ม Smart Money อื่นๆ จะเริ่มถอยห่าง
"มองเงินฝั่ง Paper Gold หายไปจากตลาดแล้ว เพราะทองคำติดลบต่อเนื่อง 4 เดือน แต่ขาขึ้นในระยะยาวยังคงอยู่ จากรายใหญ่อย่างธนาคารกลาง กำลัง Rebalance พอร์ตและเก็บของเงียบๆ ในจังหวะที่หุ้นแพงแต่ทองถูก"
นายเศรษฐวัชร์ วิเคราะห์ว่า สาเหตุที่ราคาทองคำยังไม่สามารถกลับมาเป็นขาขึ้นรุนแรงได้ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เน้นย้ำเรื่อง "เสถียรภาพด้านราคา" (Price Stability) และมีท่าทีจะคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่อง "Yen Carry Trade" หรือการกู้เงินเยนดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์สหรัฐฯ ซึ่งหากญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไปอาจบีบให้เกิดการเทขายสินทรัพย์ทั่วโลกเพื่อปิดหนี้ (Financial Crisis) ทำให้คาดว่าเฟดอาจจะยังไม่ลดดอกเบี้ยจนกว่าจะถึงช่วงกลางปีหน้าเพื่อให้ตลาดปรับตัวทัน
"เรามองว่า ทองคำจังหวะนี้ยังเป็นสินทรัพย์ที่ต้องมีไว้ติดพอร์ตเพื่อป้องกันความเสี่ยง เหมือนเป็นหลักประกันในยามที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์อื่น"
แนะกลยุทธ์การลงทุน แนวรับ 4,000 ดอลลาร์ และเป้าหมายกำไร 25% สำหรับนักลงทุนที่มี "เงินเย็น" จังหวะที่ราคาทองคำปรับตัวลงมาถือเป็นโอกาสสำคัญ หากพิจารณาจากราคาที่เคยสูงสุดระดับ 82,000 บาท ลดลงมาเหลือ 60,000 บาท หรือลดลงราว 25% หากถือรอจนแนวโน้มกลับมาเป็นขาขึ้นได้ มีโอกาสสร้างกำไรคืนกลับมาได้ถึง 25% เช่นกัน
มองแนวรับสำคัญให้จับตาที่ระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นจุดที่มีนัยยะสำคัญสูง สามารถแบ่งไม้ซื้อสะสมได้ และเป็นจุดเปลี่ยนเทรนด์จุดเปลี่ยนเทรนด์ หากราคาสามารถทะลุแนวต้าน 4,500 ดอลลาร์ หรือราว 70,000 บาท จะถือเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างกราฟเป็นขาขึ้นที่สวยงามและน่าซื้อตาม แต่หากราคาหลุด 4,000 ดอลลาร์ หรือทองไทยหลุด 62,000 บาท ควรมีแผนขายตัดขาดทุน ( Cut loss ) ที่ชัดเจน
"อย่าตัดสินใจด้วยความกลัว ให้ตัดสินใจด้วยแผนการที่วางไว้ ไม่ใช่รอให้ราคาหลุดแล้วค่อยคิด"


