“เจ็กกี้-สุธน” ชี้ยุค “เอไอ” พลิกเกมลงทุน คนได้เปรียบคือคนใช้เอไอมองเห็นโอกาสได้เหนือกว่า “หมอชาย-หุ้นพอร์ตระเบิด” เตือนวิกฤติ “ฟองสบู่เอไอ” หุ้นเทคฯ จ่อปรับฐานครั้งใหญ่ “อิก บรรพต” ชี้เอไอคือ โอกาสนักลงทุน “รายย่อย” ในการสร้างความได้เปรียบในตลาดทุน
บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด (Liberator) จัดงานสัมมนา Liberator Investment Forum 2026 New World New Opportunity โลกใหม่ โอกาสใหม่ ลงทุนอย่างไรให้ออกดอกออกผล โดยมีบรรดา “กูรูด้านลงทุน” มาให้มุมมองลงทุน
นายสุธน สิงหสิทธางกูร ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนตลาดหุ้นไทย เวียดนาม จีน แสดงความคิดเห็น ภายใต้หัวข้อ AI Investment Frontier : ก้าวสู่โลกการลงทุนแห่งอนาคตด้วย AI ว่า อนาคตของนักลงทุนยุคใหม่ ทักษะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การนั่งอ่านข้อมูลทั้งวันอีกต่อไป แต่คือการตั้งคำถามให้ถูก เพราะในยุค AI ข้อมูลไม่ใช่สิ่งหายากอีกแล้ว สิ่งที่หายากคือ “มุมมอง” และ “คำถาม” ที่เฉียบคมพอจะดึง Insight สำคัญออกมาจากข้อมูลมหาศาล
ทั้งนี้ แม้ความรู้จำนวนมากที่เคยเป็นข้อได้เปรียบ อาจกำลังกลายเป็น “Useless Knowledge” เพราะ AI สามารถอ่านเอกสาร 5,000 หน้า สรุปสาระสำคัญ และเชื่อมโยงข้อมูลได้เร็วกว่ามนุษย์หลายเท่า นักลงทุนที่ยังยึดติดกับวิธีเดิม อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยไม่รู้ตัว แต่อย่างไรก็ตาม AI ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจะง่ายขึ้น หากตั้งคำถามผิด AI ก็อาจสร้างข้อมูลที่ดูน่าเชื่อถือแต่ผิดพลาด หรือ Hallucination ได้เช่นกัน นักลงทุนจึงต้องรู้ว่าจะถามอะไร และต้องรู้ว่าอะไรคือ “สัญญาณสำคัญ” ที่ตลาดยังมองไม่เห็น
“หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ AI เปิดทางให้นักลงทุนเข้าถึง “ข้อมูลเฉพาะทาง” ได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่นักลงทุนทั่วไปเห็นเพียงรายได้หรือกำไรสุทธิ วันนี้ AI สามารถดึงข้อมูลจากคลิปสัมภาษณ์ผู้บริหาร รายงานประจำปี หรือบทสนทนาต่าง ๆ ออกมาเปรียบเทียบเชิงลึกได้แบบอัตโนมัติ แม้แต่การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ อย่างจำนวนสาขา จำนวนลูกค้า หรือจำนวนนักเรียน ข้อมูลเหล่านี้อาจกลายเป็นสัญญาณล่วงหน้าที่ช่วยให้นักลงทุนเห็นการเติบโตก่อนที่ตลาดจะรับรู้”
นอกจากนี้ ยังสะท้อนว่านักลงทุนยุค AI ไม่ได้ใช้เครื่องมือเหมือนกันทั้งหมด แต่เลือกใช้ตามเป้าหมาย เช่น NotebookLM สำหรับวิเคราะห์ไฟล์ PDF และรายงานประจำปีภายใต้ข้อมูลที่กำหนด ลดความเสี่ยงข้อมูลมั่วจากอินเทอร์เน็ต ขณะที่ Gemini ถูกใช้เพื่อสรุปข้อมูลและช่วยสร้างงานนำเสนอ ส่วนเครื่องมือประเภทดึงข้อมูลข่าว ถูกนำมาแปลงเป็นฐานข้อมูล Excel เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงรายวันแบบเรียลไทม์
นอกจากนี้ อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญของตลาดหุ้น คือ “พื้นฐานที่ดี” ไม่ได้การันตีว่าราคาหุ้นจะปรับขึ้นเสมอไป เพราะท้ายที่สุดตลาดยังถูกขับเคลื่อนด้วยจิตวิทยาและกระแสเงินทุนของนักลงทุน
เตือนวิกฤติ “ฟองสบู่เอไอ”
นพ.จักรินทร์ สราญฤทธิชัย หรือ “หมอชาย” นักลงทุนสายไฮบริด เจ้าของเพจหุ้น “พอร์ทระเบิด” เปิดเผยว่า ภาวะความคลั่งไคล้กลัวตกกระแสในการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเอไอ กำลังก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่ ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดหุ้นต้องเผชิญกับการปรับฐานครั้งใหญ่ เมื่อบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ อย่าง OpenAI, Anthropic หรือ SpaceX เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ตลาดขับเคลื่อนด้วย “ความหวัง” และ “จินตนาการ” ที่ไม่มีใครรู้จุดจบที่แน่นอน แต่เมื่อบริษัทเหล่านี้เข้าสู่ตลาดฯ ข้อมูลทางการเงินและโมเดลธุรกิจที่แท้จริงจะถูกเปิดเผยออกมาว่าบริษัทสามารถทำกำไรได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งสภาวะดังกล่าวจะทำให้ความเสี่ยงในการลงทุนเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจาก “ความลึกลับ” ที่เคยช่วยหนุนราคาหุ้นจะหายไปถูกแทนที่ด้วยตัวเลขจริงในงบการเงิน
จากสถิติวัฏจักรของ "FOMO Curve" สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อใดที่ความหวังถูกผลักดันจนถึงจุดสูงสุดและแทนที่ด้วยความเป็นจริง ตลาดมักจะจบด้วยการปรับฐานอย่างรุนแรง ก่อนจะแกว่งตัวออกด้านข้างเพื่อรอให้ผลประกอบการเติบโตตามมาทันราคาหุ้น
ทั้งนี้ การจับจังหวะตลาดและมองหาพิกัดปลอดภัยเป็นสิ่งจำเป็น โดยจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังและจับตามองอย่างใกล้ชิด ประกอบไปด้วย “4 สัญญาณเตือนภัย” คือ
1. งบลงทุนของกลุ่มไฮเปอร์สเกลเลอร์ เช่น Meta, Amazon, Microsoft และ Google รวมถึงโรงงานผลิตชิปอย่าง TSMC เพราะเมื่อไรที่บริษัทเหล่านี้เริ่มลดงบลงทุนในเอไอลงจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงสัญญาณอันตราย
2. หาก “อัตราดอกเบี้ย” มีการกลับทิศทาง หรือ “เงินเฟ้อ” พุ่งสูงขึ้น อาจกระทบต่อตลาด
3. ตรวจสอบว่าการลงทุนในเอไอของบริษัท สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้หรือกำไรในงบการเงินได้จริงหรือไม่ ซึ่งจะสะท้อนผ่านผลตอบแทนจากการลงทุน
4. “ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์” ถือเป็นปัจจัยที่อันตรายและมีความไม่แน่นอนมากที่สุด โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างจีน-ไต้หวัน หรือจีน-สหรัฐ
มอง “เอไอ” คือโอกาส “รายย่อย”
นายบรรพต ธนาเพิ่มสุข หรือ “อิก” ผู้ก่อตั้งเพจและช่องรายการ “ถามอีก กับอิก” (TAM-EIG) เปิดเผยว่า ในยุคปัจจุบัน “เอไอ” ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดช่องว่างและสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูลและการวิเคราะห์
หากนักลงทุนรายย่อยสามารถปรับตัว เปลี่ยนแปลง และหาประโยชน์จากเอไอได้ สิ่งนี้ก็อาจเป็นทางรอดที่จะช่วยให้รายย่อยสามารถ “ผงาด” ขึ้นมาได้ในตลาดทุน จากเดิมที่มักจะเสียเปรียบและพ่ายแพ้ โดยขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือต้อง “เปิดใจ” รับเทคโนโลยีใหม่
"โดยพื้นฐานแล้ว ผมเป็นคนที่โลว์เทคมาก ๆ เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว โทรศัพท์มือถือมีไว้เพียงแค่โทรเข้า-ออกและใช้ Line เท่านั้น แต่ผมอยากให้ทุกคนเชื่อว่า (เอไอ) มันง่ายมาก และช่วยในการลงทุนได้อย่างมหาศาล ดังนั้น ไม่มีคำว่าสายเกินไปหรือยากเกินไป สำหรับใครก็ตามที่พร้อมจะเริ่มต้น"
ขั้นตอนต่อมา คือการมองหาว่าสิ่งที่เราต้องการคืออะไร เนื่องจากเอไอสามารถทำงานได้ทุกอย่างตามที่จินตนาการของเราจะคิดออก นักลงทุนจึงต้องกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนว่าต้องการให้เอไอช่วยในส่วนไหน เช่น การทำสรุปข่าวสารการลงทุนในตลาดตอนเช้ามืด การวิเคราะห์งบการเงิน โดยหากเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน เอไอก็จะช่วยตอบโจทย์นั้นได้แม่นยำมากขึ้น
สูตรการพรอมต์เอไอ “CTFC” ถือเป็น “คาถา” สำคัญ เพื่อใช้ถามคำถามและสั่งงานเอไอให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำตรงตามความต้องการ รวมถึงลดอาการหลอนของเอไอ
สุดท้ายคือ การ “กล้าลงมือทำ” โดยไม่ปล่อยให้ความรู้ที่ได้รับมาเป็นเพียงทฤษฎี ซึ่งอาจเริ่มต้นจากการใช้เอไอช่วยสรุปเนื้อหาสั้น ๆ เพื่อทำความเข้าใจบริษัทที่สนใจ หากเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้
อีกทั้งนักลงทุนสามารถสร้างระบบ Investment Research Team ซึ่งเป็นทีม AI Agent ทำงานหลังบ้าน เพื่อวิเคราะห์หุ้นในหลายมิติ ทั้งทางเทคนิคและพื้นฐาน โดยมีระบบ “Audit” เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
จากนั้นอาจนำข้อมูลที่จดบันทึกไว้ มาให้เอไอช่วยประมวลผลเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส เพื่อค้นหาข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ โดยรูปแบบความผิดพลาดดังกล่าวจะช่วยให้เราเกิดความตระหนักรู้ และลดโอกาสที่จะทำผิดซ้ำในอนาคตได้

