โลกการลงทุนกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ หลังเม็ดเงินทุนทั่วโลกเริ่มไหลเข้าสู่ประเทศที่มีความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยี AI ส่งผลให้ตลาดเกิดใหม่หลายประเทศรวมถึงไทย ต้องเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันรอบใหม่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นการแข่งขันในระยะยาว
วทันยา บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด กล่าวในงาน Liberator Investment Forum 2026 ว่า โลกการลงทุนกำลังเข้าสู่ “ระเบียบใหม่” ที่เงินทุนไม่ได้ไหลตามปัจจัยเดิมอีกต่อไป แต่จะเลือกประเทศที่มีความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยี ความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ และศักยภาพในการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก
ทั้งนี้ หากย้อนไปในช่วง 14 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI มีการเปลี่ยนแปลง โดยยุโรปเข้าสู่แนวโน้มขาลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2015 ขณะที่สหรัฐยังคงเป็นประเทศที่ได้รับ FDI สูงสุดของโลกในปี 2024 ด้วยมูลค่าประมาณ 278,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเติบโตต่อเนื่อง แม้จะชะลอลงบางช่วงหลังโควิด-19
อย่างไรก็ตาม หากมาดูที่ในอาเซียน จะพบว่า เม็ดเงินส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่สิงคโปร์ ขณะที่ไทยได้รับอานิสงส์ค่อนข้างจำกัด ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในภาวะซบเซา ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงจาก 1,700 จุด เหลือใกล้ 1,100 จุด และมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยกลับไปอยู่ในระดับใกล้เคียงเมื่อ 20 ปีก่อน
"หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ ตลาดหุ้นไทยยังติดอยู่ในกับดัก Old Economy โดยหุ้นขนาดใหญ่ที่นำตลาดยังเป็นกลุ่มพลังงานและธนาคารเหมือนในอดีต ขณะที่หุ้นกลุ่ม New Economy ยังมีจำนวนน้อยมาก นอกจาก DELTA ที่สะท้อนภาพเศรษฐกิจใหม่ได้ชัดเจน นอกจากนี้ บริษัทแพลตฟอร์มดิจิทัลของไทยหลายแห่งยังเลือกไปจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศ ทำให้ตลาดหุ้นไทยขาดบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่จะเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ในระยะยาว"
วทันยา กล่าวต่อไปอีกว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2025 เมื่อเม็ดเงินลงทุนเริ่มไหลกลับเข้าสู่ประเทศพัฒนาแล้วอีกครั้ง โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ใน AI Supply Chain เช่น สหรัฐฯ ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซี่งกระแส AI กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเงินทุนทั่วโลก โดยเกาหลีใต้มีบริษัทระดับโลกอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix ขณะที่ญี่ปุ่นแม้ไม่ใช่ผู้นำด้านชิป AI โดยตรง แต่ทว่ามีความแข็งแกร่งด้านอินดัสเตรียลออโตเมชั่น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบ AI ในอนาคต ส่วนประเทศไทยแทบไม่มีบทบาทในห่วงโซ่คุณค่า AI ทำให้โอกาสในการเติบโตจากเมกะเทรนด์โลกยังค่อนข้างจำกัด
อย่างไรก็ตาม ภายใต้บริบทดังกล่าว Liberator จึงเดินหน้าขยายบริการลงทุนต่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าถึงตลาดโลกมากขึ้น โดยปัจจุบันเปิดให้ลงทุนในตลาดเกาหลีใต้แล้ว และเตรียมเปิดตลาดจีนและฮ่องกงในวันที่ 1 มิ.ย.2569 และเตรียมขยายเพิ่มเติมในหลายประเทศช่วงไตรมาส 3/2569
ทั้งนี้ ในยุคที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนจากการแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐฯ นักลงทุนจำเป็นต้องกระจายพอร์ตและมองหาโอกาสใหม่ในระดับโลก มากกว่าพึ่งพาตลาดหุ้นไทยเพียงแห่งเดียว โดย Liberator ยังเตรียมก้าวสู่ยุค AI Disruption เต็มรูปแบบผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Global Reach, AI Efficiency และ Personalization
โดยบริการใหม่จะเปิดตัวในครึ่งปีหลังของปี 2569 จะครอบคลุมการลงทุนใน 21 ประเทศทั่วโลก ผ่านแอปพลิเคชันเดียว ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน รวมถึงตลาดหุ้นเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย
ขณะที่ ด้าน AI Technology จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนผ่านฟีเจอร์สำคัญ เช่น AI Portfolio Advisory ที่ช่วยจัดพอร์ตและรีบาลานซ์การลงทุน รวมถึง AI News Intelligence ที่คัดกรองข่าวเฉพาะหุ้นหรือสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งาน และ AI Trading Alert สำหรับแจ้งเตือนจังหวะลงทุนสำคัญ
ส่วนด้าน Personalization จะมีการออกแบบ UX/UI ใหม่ รองรับทั้งนักลงทุนมือใหม่และมืออาชีพ พร้อมฟังก์ชันปรับแต่งรูปแบบการใช้งานตามความต้องการได้

