"อิก บรรพต" ชี้ AI คือโอกาสของนักลงทุนรายย่อยในการสร้างความได้เปรียบในตลาดทุน แต่ต้องเริ่มจากการ “เปิดใจ” รับเทคโนโลยี, กำหนด “เป้าหมาย” ที่ชัดเจน และ “กล้าลงมือทำ”
นายบรรพต ธนาเพิ่มสุข หรือ “อิก” ผู้ก่อตั้งเพจและช่องรายการ “ถามอีก กับอิก” (TAM-EIG) เปิดเผยในงาน “AI Investment Frontier: ก้าวสู่โลกการลงทุนแห่งอนาคตด้วยเอไอ” ว่า ในยุคปัจจุบัน “เอไอ” ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดช่องว่างและสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูลและการวิเคราะห์
หากนักลงทุนรายย่อยสามารถปรับตัว เปลี่ยนแปลง และหาประโยชน์จากเอไอได้ สิ่งนี้ก็อาจเป็นทางรอดที่จะช่วยให้รายย่อยสามารถ “ผงาด” ขึ้นมาได้ในตลาดทุน จากเดิมที่มักจะเสียเปรียบและพ่ายแพ้
ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือต้อง “เปิดใจ” รับเทคโนโลยีใหม่
“โดยพื้นฐานแล้ว ผมเป็นคนที่ ‘โลว์เทค’ มาก ๆ เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว โทรศัพท์มือถือมีไว้เพียงแค่โทรเข้า-ออกและใช้ Line เท่านั้น แต่ผมอยากให้ทุกคนเชื่อว่า(เอไอ)มันง่ายมาก และช่วยในการลงทุนได้อย่างมหาศาล ดังนั้น ไม่มีคำว่าสายเกินไปหรือยากเกินไป สำหรับใครก็ตามที่พร้อมจะเริ่มต้น”
ขั้นตอนต่อมา คือการมองหาว่าสิ่งที่เราต้องการคืออะไร ทั้งนี้ เนื่องจากเอไอสามารถทำงานได้ทุกอย่างตามที่จินตนาการของเราจะคิดออก นักลงทุนจึงต้องกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนว่าต้องการให้เอไอช่วยในส่วนไหน เช่น การทำสรุปข่าวสารการลงทุน การวิเคราะห์งบการเงิน โดยหากเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน เอไอก็จะช่วยตอบโจทย์นั้นได้แม่นยำมากขึ้น
สูตรการพรอมต์เอไอ “CTFC” ถือเป็น “คาถา” สำคัญ เพื่อใช้ถามคำถามและสั่งงานเอไอให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำตรงตามความต้องการ รวมถึงลดอาการหลอนของเอไอหรือ “ฮาลูซิเนชัน” โดยจะประกอบไปด้วย
- C คือ Context หรือ บริบท ซึ่งเป็นการกำหนดบทบาทของเอไอ เพื่อให้เอไอเข้าใจสถานะและขอบเขตความรู้ เช่น กำหนดว่าเป็นนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์ 20 ปีที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาค หรือการประเมินมูลค่าหุ้น
- T คือ Task หรือ งาน เป็นการระบุสิ่งที่ต้องการให้เอไอทำ เช่น สั่งให้วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยง หรือให้ช่วยสรุปข้อมูลโดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย
- F คือ Format หรือ รูปแบบ คือการกำหนดรูปแบบของผลลัพธ์ที่ต้องการ ไม่ว่าจะต้องการให้ออกมาเป็น แดชบอร์ดแสดงมาตรวัดระดับ 0-100, เป็นตาราง, หรือเป็นสรุปรายงาน โดยสามารถระบุความยาวเป็นจำนวนหน้าหรือจำนวนตัวอักษรได้ตามต้องการ
- C คือ Constraint หรือ ข้อจำกัดและเงื่อนไข ถือเป็นส่วนที่สำคัญมากในการควบคุมคุณภาพข้อมูล เช่น การสั่งห้ามเอไอสรุปข้อมูลเองหากไม่มั่นใจ หรือถ้าข้อมูลไม่เพียงพอให้บอกว่าข้อมูลไม่เพียงพอเป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้เอไอสร้างข้อมูลปลอมขึ้นมา
สุดท้ายคือการ “กล้าลงมือทำ” โดยไม่ปล่อยให้ความรู้ที่ได้รับมาเป็นเพียงทฤษฎี ซึ่งอาจเริ่มต้นจากการใช้เอไอช่วยสรุปเนื้อหาสั้น ๆ เพื่อทำความเข้าใจบริษัทที่สนใจ โดยหากเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ แม้จะเพียงเล็กน้อย ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้
ในการนี้ จากประสบการณ์ส่วนตัว มองว่ากระบวนการ “ทบทวนตัวเอง” ด้วยการจดบันทึกรายละเอียดการซื้อขายหุ้นด้วยมือลงในสมุด เช่น เหตุผลในการซื้อขาย อารมณ์ของตลาดในขณะนั้น และผลลัพธ์ทั้งกำไรและขาดทุน ยังมีความจำเป็นเพื่อให้สมองสามารถจดจำรายละเอียดได้ดีขึ้น
ทั้งนี้ นักลงทุนควรต้องรักษาทักษะและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของตนเอง ไม่ปล่อยให้เอไอคิดแทนทั้งหมด เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่าสิ่งที่เอไอแนะนำนั้นถูกต้องหรือไม่
จากนั้นอาจนำข้อมูลที่จดบันทึกไว้ มาให้เอไอช่วยประมวลผลเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส เพื่อค้นหาข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำๆ โดยรูปแบบความผิดพลาดดังกล่าวจะช่วยให้เราเกิดความตระหนักรู้ และลดโอกาสที่จะทำผิดซ้ำในอนาคตได้

