บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) กำลังให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์และหนี้เสียมากกว่าการเติบโตของสินเชื่อ
KEY POINTS
- บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) กำลังให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์และหนี้เสียมากกว่าการเติบโตของสินเชื่อ
- ลูกค้าหลักของบริษัทซึ่งเป็นเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยกำลังได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น
- บริษัทจึงเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่สินเชื่อที่มีหลักประกันเป็นหลัก
- การปรับกลยุทธ์นี้สะท้อนถึงปัญหาเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเติบโต
ผลกระทบจากวิกฤติพลังงานเริ่มส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วน ล่าสุด นายปริทัศน์ เพชรอำไพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า เกษตรกรและผู้มีรายได้ประจำซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของลูกค้าทั้งหมด 3.5 ล้านรายของบริษัทฯ กำลังประสบปัญหาจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นสำหรับค่าปุ๋ย อาหาร และของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันอื่นๆ
“ในช่วงต้นปี เราคาดหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ด้วยต้นทุนการเงินที่ต่ำลง ความตึงเครียดทางการเมืองที่คลี่คลาย และการใช้จ่ายที่แข็งแกร่งขึ้น” นายปริทัศน์ วัย 43 ปี กล่าว
“แต่ตอนนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่ของเรารู้สึกถึงผลกระทบจากราคาสินค้าที่สูงขึ้นได้อย่างชัดเจน และราคาน่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง”
บทวิเคราะห์ของบลูมเบิร์ก เผยว่า การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของเมืองไทย แคปปิตอล สะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนในบางภาคส่วนของเศรษฐกิจไทย แม้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาสแรกจะเติบโต 2.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ตามข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
แรงกดดันจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นกำลังก่อตัวขึ้นในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้น้อย เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและการเติบโตของค่าจ้างที่ซบเซาส่งผลกระทบต่อการเงินของครอบครัว ทำให้ผู้ให้กู้ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่มากขึ้น
สภาพัฒน์ฯ ระบุว่า ผู้มีรายได้น้อยยังหันไปพึ่งพาโรงรับจำนำและสหกรณ์มากขึ้นในการหาเงินกู้ เนื่องจากสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลมีการคุมเข้มมาตรฐานมากขึ้น
ลดพอร์ตสินเชื่อไร้หลักประกัน
นายปริทัศน์กล่าวกับบลูมเบิร์กว่า บริษัทฯ เริ่มเข้มงวดในการคัดเลือกการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่ผู้กู้ที่สามารถวางสินทรัพย์ เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และที่ดิน เป็นหลักประกัน ในขณะที่ลดสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันเกือบทั้งหมด
ทั้งนี้ การขยายตัวของสินเชื่อของบริษัทฯ ชะลอตัวลงเหลือ 9.8% ในไตรมาสแรกเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นการชะลอตัวต่อเนื่องหลายปี ความขัดแย้งในอิหร่านได้เพิ่มแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ขณะที่บริษัทยังได้เพิ่มการตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญอีกด้วย
ด้านกำไรสุทธิของบริษัทฯ ยังคงเพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมจากสินเชื่อที่สูงขึ้น





