background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

การออกหุ้นกู้ที่เป็นโมฆะ และการโอนหุ้นกู้

การออกหุ้นกู้ที่เป็นโมฆะ และการโอนหุ้นกู้

บริษัทจำกัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และบริษัทมหาชนจำกัดตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด มีหุ้นสองชนิด คือหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นสามัญ นอกจากนี้ ยังมีตราสารที่อีกชนิดหนึ่ง เรียกว่าหุ้นเช่นเดียวกัน คือ หุ้นกู้

 เมื่อมีการตราพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด ออกใช้บังคับในปี2521 มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งลักษณะหุ้นส่วนบริษัท โดยแก้ไข  มาตรา1229 เป็น บริษัทจะออกหุ้นกู้มิได้ และยกเลิกบทบัญญัติที่เกี่ยวกับหุ้นกู้มาตราอื่นทั้ง 6 มาตรา จึงเป็นอันว่าบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์จะ ออกหุ้นกู้มิได้
                สำหรับบริษัทมหาชนจำกัด ตาม ตามพระราชบัญญัติรู้จักมหาชนจำกัด พ.ศ.2535  มีบทบัญญัติเกี่ยวกับหุ้นกู้ไว้ตามมาตรา 145 ซึ่งบัญญัติว่า  การกู้เงินของบริษัทโดยออกหุ้นกู้ เพื่อเสนอขายต่อประชาชน นั้น  ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และให้นำมาตรา 25 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
                 บริษัทมหาชนจำกัดจะออกหุ้นกู้ได้จะต้องได้รับอนุมัติโดย มติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ด้วยคะแนนเสียงมาน้อยกว่าสามในสี่ของจำนวน เสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิ์ออกเสียง

  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะหุ้นส่วนบริษัท และพระราชบัญญัติบริษัท บริษัทมหาชนจำกัด มิได้ให้ความหมายของหุ้นกู้ไว้ แต่จากบทบัญญัติของมาตรา 145 ดังกล่าว ก็อาจสรุปได้ว่า การออกหุ้นกู้ของบริษัทคือการกู้เงินจากประชาชน โดยแบ่งเงินกู้เป็นหุ้น ตามจำนวนเงินที่กำหนดในหุ้นกู้
                 ผู้ถือหุ้นกู้ไม่มีสถานะเป็นเจ้าของบริษัท แต่มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ ไม่มีสิทธิเข้าประชุมและออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น ไม่มีสิทธิได้รับเงินปันผล แต่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนด ไม่ว่าบริษัทจะมีกำไรหรือขาดทุน
                     อย่างไรก็ตามแม้ตามมาตรา1229 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จะบัญญัติว่า  บริษัทจะออกหุ้นกู้มิได้ แต่ถ้าเป็นบริษัทจำกัดที่ได้รับอนุญาตให้ออกหุ้นกู้ได้ตามกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ จะได้รับการยกเว้นมิให้นำบทบัญญัติมาตรา1229แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับ
             

    ส่วนการออกหุ้นกู้ของบริษัทมหาชนจำกัดที่กระทำได้ตามกฎหมาย ก็ต้องอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2535 คือต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานก.ล.ต.ตามที่บัญญัติในมาตรา35 และต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้

   ใบหุ้นกู้ถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน
                    คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 745/2565   โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างสำเนาใบหุ้นกู้เป็นพยานหลักฐานและขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกต้นฉบับใบหุ้นกู้จากจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองเอกสาร ทั้งในชั้นพิจารณาโจทก์เบิกความยืนยันว่า โจทก์ได้รับเพียงสำเนาใบหุ้นกู้จากจำเลยที่ 1

พฤติการณ์น่าเชื่อว่า ต้นฉบับใบหุ้นกู้อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 อันเป็นข้อยกเว้นที่โจทก์ไม่ต้องส่งสำเนาให้จำเลยที่ 1 ก่อนวันสืบพยานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 วรรคสาม (2) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับฟังสำเนาใบหุ้นกู้เป็นพยานหลักฐานชอบแล้ว การออกหุ้นกู้ต้องอยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มาตรา 1229 และ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 33 มาตรา 34 และมาตรา 65

กล่าวคือ ต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ การฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดและต้องได้รับโทษตาม มาตรา 268

การออกหุ้นกู้ที่เป็นโมฆะ และการโอนหุ้นกู้

การที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเป็นเหตุให้การออกหุ้นกู้ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจใช้บังคับในฐานะหุ้นกู้ตามกฎหมายได้ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปจากโจทก์ และมีกำหนดเวลาการชำระคืน ถือได้ว่า สำเนาใบหุ้นกู้มีข้อความครบถ้วนเพียงพอให้รับฟังได้ว่า เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่เป็นหนังสือ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องปิดอากรแสตมป์ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118

ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังสำเนาใบหุ้นกู้เป็นพยานหลักฐานได้ ไม่เป็นการสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงพยานเอกสารเมื่อฟังได้ว่าสำเนาใบหุ้นกู้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน ซึ่งจำเลยที่ 1 ตกลงให้ผลตอบแทนร้อยละ 2 ต่อเดือน เป็นการให้ดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี อันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 654 ตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดชำระหนี้เป็นต้นไป

ส่วนผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยที่ได้ชำระแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดขึ้นเอง จึงเป็นการชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 จำเลยที่ 1 ไม่อาจขอให้นำเงินที่ชำระไปดังกล่าวมาหักกลบกับต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์

              การโอนหุ้นกู้    
            . คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2108/2564  โจทก์เป็นผู้ซื้อหุ้นกู้โดยชำระเงินค่าหุ้นกู้ให้แก่บริษัทหลักทรัพย์ ค. ครบถ้วนแล้ว และบริษัทดังกล่าวได้ลงลายมือชื่อสลักหลังใบหุ้นกู้พร้อมส่งมอบใบหุ้นกู้ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอน แม้โจทก์จะไม่ได้ลงลายมือชื่อผู้รับโอนในใบหุ้นกู้ในขณะยื่นฟ้อง

การโอนหุ้นกู้ดังกล่าวก็มีผลสมบูรณ์ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 51 แล้ว พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 53 มิได้มุ่งประสงค์บังคับโดยเด็ดขาดว่าหากไม่ลงทะเบียนการโอนแล้วจะโอนหุ้นกู้กันไม่ได้ 

หากผู้รับโอนหุ้นกู้ไม่ประสงค์จะลงทะเบียนการโอนก็ไม่จำต้องดำเนินการดังกล่าว การไม่ลงทะเบียนการโอนมีผลเพียงมิให้บริษัทที่ออกหลักทรัพย์จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนใด หรือเงินปันผลแก่บุคคลที่มิได้ลงทะเบียนเป็นผู้ถือหลักทรัพย์เท่านั้น เมื่อการโอนหุ้นกู้ระหว่างบริษัทหลักทรัพย์ ค. กับโจทก์ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายและมีผลสมบูรณ์ย่อมมีผลผูกพันจำเลย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามใบหุ้นกู้