'กสิกรไทย'ปรับแผนดันกำไรโต โหมขยายธุรกิจต่างประเทศ เน้น‘เวียดนาม-อินโด’

"ธนาคารกสิกรไทย" ปรับแผนหันโฟกัสสร้างผลกำไรมากกว่ารายได้ หันรุก ขยายธุรกิจต่างประเทศ เน้น'เวียดนาม-อินโดนีเซีย' จากเศรษฐกิจเติบโตเด่น คงเป้าสินเชื่อปีนี้โต5-7% ส่วนNPL แนวโน้มลดลง-คุมให้ต่ำกว่า 3.25% แต่เครดิตคอสต์อาจสูงกว่าเป้าหมาย เหตุ ภาวะเศรษฐกิจไทย-โลกกดดัน
การเจาะตลาดและขยายการเติบโตทางธุรกิจในภูมิภาค AEC+3 (Penetrate Regional Market)เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ปีนี้ของธนาคารกสิกรไทย เพิ่มกำไรทางธุรกิจทำให้ธนาคารมีการเติบโตต่อเนื่องอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า เป้าหมายของการดำเนินธุรกิจของธนาคารกสิกรไทยจากนี้จะไม่โฟกัสรายได้ที่เข้ามาอีกต่อไปแล้ว แต่จะหันมาโฟกัสในเรื่องของการสร้างผลกำไรแทน ซึ่งเชื่อว่าธุรกิจในต่างประเทศมีศักยภาพที่ดีช่วยหนุนกำไรของกลุ่มธนาคารอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้นบริษัทยังคงแผนเดินหน้าขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยโฟกัสลงทุนในประเทศเวียดนามและประเทศอินโดนีเซียเป็นหลัก เนื่องจากเป็นประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียนปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของธุรกิจต่างประเทศของธนาคารอยู่ที่ระดับ 5% ของรายได้ทั้งหมด
สำหรับในส่วนของเป้าหมายทางการเงินของธนาคารกสิกรไทยปีนี้ ยังคงเป้าหมายเดิมที่ตั้งเป้าสินเชื่อรวมเติบโตที่ระดับ 5-7% เพราะเชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้จะทได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) มีแนวโน้มลดลง คาดว่าปีนี้จะยังคงเป้าหมายไว้ที่ต่ำกว่า 3.25% โดยไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 3.20% รวมถึงการตั้งสำรองหนี้เสียในช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้ยังเป็นไปตามเป้าหมาย ส่วน Credit Cost ปีนี้อาจสูงกว่าเป้าหมายที่คาดไว้เดิมที่ 1.75-2% โดยอาจปรับตัวขึ้นสูงมาอยู่ที่ 2.10% เป็นผลจากความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก
นางสาวขัตติยา กล่าวว่า ส่วนเรื่องของอัตราดอกเบี้ยนั้น ธนาคารยังต้องติดตามการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 27 ก.ย. นี้ก่อน ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารกสิกรไทยมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากไปแล้ว ในส่วนของดอกเบี้ยเงินกู้ยังไม่ได้มีการปรับขึ้น ซึ่งธนาคารกสิกรไทยก็พร้อมรับนโยบายการส่งผ่านต้นทุนดอกเบี้ยของกนง.ในรอบถัดไป หากกนง.มีมติปรับดอกเบี้ยขึ้น
นางสาวขัตติยา กล่าวว่า จากกรณีที่จะมีการปรับเปลี่ยนการจ่ายเงินเดือนข้าราชการเป็น 2 งวด ประเด็นดังกล่าวธนาคารเน้นยึดตามความสะดวกของลูกค้าเป็นหลัก หากดูทั้งระบบเชื่อว่าสามารถทำได้ เนื่องจากการจ่ายเงินเดือนจะมาจากความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ
ส่วนการชำระหนี้ก็เป็นไปตามความต้องการลูกค้าเช่นกัน แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบกับธนาคาร เนื่องจากธนาคารมีลูกค้ากลุ่มข้าราชการน้อยมาก
“ยังไม่ได้มีการหารือกันในสมาคมธนาคารไทย เรื่องการแบ่งจ่ายเงินเดือนข้าราชการแต่เชื่อว่าแต่ละธนาคารจะมีวิธีในการดูแล และ ปฎิบัติอยู่แล้ว เพียงแต่รอให้เกิดความชัดเจนก่อน”
สำหรับภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี)ปีนี้ เชื่อว่ายังสามารถเติบโตได้ตามมุมมองของศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าโตได้ระดับ3% แม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีการปรับลดคาดการณ์จีดีพีปีนี้ลงมาบ้างก็ตาม แต่จากรัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น มองว่าจะกระตุ้นการใช้จ่ายและทำให้เศรษฐกิจมีการเติบโต แต่ก็เป็นเพียงมาตรการเฉพาะหน้า ซึ่งในระยะกลางและยาว ต้องรอความชัดเจนที่มากขึ้นกว่านี้ ตอนนี้ทางรัฐบาลทำเฉพาะหน้าไปก่อน







