‘ไทยพาณิชย์’ สลัดภาพจำแค่ ‘ผู้ปล่อยกู้’ ก้าวถัดไป มุ่งสู่บริการเหนือกว่า ‘การเงิน’

‘ไทยพาณิชย์’ เดินกลยุทธ์แบงก์ ไม่ใช่แค่เพียง ‘ผู้ปล่อยกู้’ มุ่งยกระดับโมบายแอป มากกว่าทำธุรกรรมเป็นเครื่องมือวางแผนการเงิน-โค้ช-ตัวช่วยลงทุน
KEY
POINTS
- ธนาคารไทยพาณิชย์ตั้งเป้าเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้บริการทางการเงินสู่การเป็นผู้ช่วยวางแผนชีวิตทางการเงิน
- เร่งยกระดับแอปพลิเคชันให้เป็นเหมือนโค้ชส่วนตัวที่ช่วยจัดการหนี้สินไปจนถึงการลงทุน ภายใต้วิสัยทัศน์ “Digital Bank with Human Touch”
- ย้ำภารกิจหลักแบงก์ คือการให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาหนี้สิน เชิงโครงสร้างของประเทศ
- เริ่มจากโครงการนำร่องช่วยเหลือพนักงานที่มีหนี้สินสูง เพื่อสร้างต้นแบบและขยายผลสู่การสร้างวินัยทางการเงินให้กับประชาชนในวงกว้าง
ท่ามกลางแรงกดดันทาง “เศรษฐกิจ” และ “ความคาดหวังใหม่” ที่สังคมมีต่อสถาบันการเงิน ก้าวถัดไปของ “ธนาคารไทยพาณิชย์” คงไม่ได้หยุดอยู่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยีหรือขยายบริการดิจิทัล
และภายใต้วิสัยทัศน์ธนาคาร “Digital Bank with Human Touch” ต้องเป็นมากกว่ายุทธศาสตร์องค์กร แต่ธนาคารกำลังขยับเข้าใกล้บทบาทใหม่ จากผู้ให้บริการทางการเงิน สู่การเป็นผู้ช่วยวางแผนชีวิตทางการเงินของผู้คน และเป็นกลไกสำคัญในการแก้โจทย์เชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งปัญหาหนี้ การเข้าถึงการลงทุน และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจระยะยาว
“กฤษณ์ จันทโนทก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ ฉายภาพให้เห็นถึงภาพกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของ “ไทยพาณิชย์” ในระยะต่อไปหลังจากนี้ว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ตั้งใจพัฒนา mobile application ให้เป็นมากกว่าเครื่องมือทำธุรกรรม
แต่เป็นเครื่องมือช่วยวางแผนการเงิน เป็นเสมือนโค้ชในชีวิตประจำวัน เริ่มตั้งแต่การจัดการหนี้ ไปจนถึงการลงทุน
ภายใต้การเดินหน้าตามวิสัยทัศน์ของธนาคารไทยพาณิชย์ในการเป็น “Digital Bank with Human Touch” ที่มุ่งเป็นผู้นำด้านการบริหารความมั่งคั่ง ควบคู่กับการดูแลประเทศและประชาชนอย่างยั่งยืน ตามบทบาทของธนาคารที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 118 ปี ที่พร้อมเดินหน้าต่อไปในระยะยาว
ในบทบาทด้านการเงินและนวัตกรรม ที่ธนาคารให้ความสำคัญต่อเนื่องคือ บทบาทของธนาคารในการจัดการปัญหา “หนี้” ที่เป็นเรื่องที่สำคัญที่ธนาคารยังต้องให้ความสำคัญต่อเนื่อง
โดยเฉพาะหากดูปัญหาหนี้เสียของประเทศ นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2562 เป็นต้นมามีเพียงส่วนน้อยของ “หนี้เสีย”เท่านั้นที่เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ และมีน้อยมากที่สามารถปิดจบได้จริง ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้าง แต่เป็นวิกฤตที่ยังมีทางออก หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง
ไม่เฉพาะการจัดการหนี้ ดูแลคุณภาพหนี้ลูกค้าของธนาคารเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องหันกลับมาดู “ปัญหาหนี้” ของ “พนักงานธนาคาร”เองด้วยที่ภาระหนี้จำนวนมากเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ทำให้ที่ผ่านมา ธนาคารไทยพาณิชย์เริ่มโครงการ SCB Healthy
โดยนำบุคลากรที่มีความรู้ด้านการเงิน เช่น CFP และ CFA มาเป็นโค้ชทางการเงิน โดยโครงการนี้เริ่มจากพนักงานประมาณ 50 คน ที่มีภาระหนี้สูง ร่วมกับโค้ชอาสาอีกกว่า 30 คน เพื่อช่วยวางแผนการเงินอย่างเข้มข้นเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์
เป้าหมายคือทำให้พนักงานเห็นว่า หนี้ไม่ใช่ทางตัน หากมีสติและการวางแผนที่ดี ก็สามารถจัดการได้
“หากพนักงานของธนาคารเริ่มเห็นความหวังและจัดการหนี้ได้จริง ธนาคารก็พร้อมขยายแนวคิดนี้ไปสู่ประชาชน เพื่อสร้างวินัยทางการเงิน และลดการติดกับดักภาพลวงจากโลกออนไลน์”
ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับแนวคิด “Well for All” หรือการกระจายความมั่งคั่งอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ที่ธนาคารมองว่าเป็นหัวใจของบทบาทธนาคารในอนาคต
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมองว่านับจากนี้ เทคโนโลยี AI ยังเป็นเทรนด์ที่ไปต่อได้ และไม่ใช่ฟองสบู่แบบในอดีต เพราะมีผลกำไรจริงเกิดขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม อานิสงส์จากการเติบโตเหล่านี้ยังไม่ตกถึงประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยมากนัก ขณะที่การลงทุนด้าน Data Center แม้จะเข้ามาในไทยจริง แต่คำถามสำคัญคือจะต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับคนไทยได้อย่างไร
ในมิติของการลงทุน เขามองว่าธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งมีบทบาทสำคัญในการเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงการลงทุนอย่างเป็นธรรม ผ่าน mobile banking ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำให้การเข้าถึงข้อมูลและการทำธุรกรรมเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
แม้หลายคนจะมองว่าการลงทุนเป็นเรื่องของคนมีฐานะหรือคนที่ไม่มีหนี้ แต่ความจริงไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น เพราะพลังของดอกเบี้ยทบต้น แม้ลงทุนเพียงเล็กน้อย แต่หากทำอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมีนัยสำคัญ
“กฤษณ์” ยังมองอีกว่า ในมิติของภาคธนาคาร การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สามารถทำได้โดยลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะโจทย์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเป็นโจทย์ใหญ่และซับซ้อน หากทำคนเดียว ย่อมไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง
เขามองว่าบทบาทของภาคธนาคารมีอยู่สองด้าน ด้านแรกคือบทบาทเชิงกลไก ทำหน้าที่ส่งผ่านระบบการเงินและสินเชื่อไปถึงประชาชนและภาคธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของประเทศ อีกด้านหนึ่งคือบทบาทในฐานะสถาบันที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม ผ่านการให้คำแนะนำทางการเงินแก่ลูกค้าและประชาชนไทยอย่างเหมาะสม
ในมุมของสถาบันการเงิน มองว่าความคาดหวังจากธนาคารแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์ และผู้นำภาครัฐต่างๆล้วนต้องการให้ธนาคารตอบสนองนโยบายของรัฐบาล
โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อไปยังภาคส่วนที่สามารถยกระดับศักยภาพของประเทศได้ แต่หากดูในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีหรือธุรกิจใหม่ยังมีไม่มากนัก ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ไข
จึงมองว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องกลับมาร่วมมือกัน เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับประเทศ โดยธนาคารไทยพาณิชย์ได้เริ่มดึงหน่วยงานและภาคส่วนที่เดิมอาจไม่ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับธนาคาร เข้ามาร่วมพูดคุยและทำงานร่วมกัน และได้มีการประชุมไปแล้วหนึ่งครั้ง พร้อมเตรียมประชุมต่อเนื่องในเดือนม.ค. ปีนี้
“หัวใจของการพูดคุยดังกล่าวคือเรื่อง S-Curve ใหม่ของประเทศ ไม่ใช่เพียงการพูดเชิงแนวคิด แต่ตั้งคำถามให้ชัดว่า ใครจะเป็นผู้ทำให้เกิดขึ้นจริง จะใช้เงินจากไหน และปัญหาของการไฟแนนซ์อุตสาหกรรมใหม่อยู่ตรงจุดใด ธนาคารจึงนำโจทย์เหล่านี้กลับมานั่งคุยอย่างจริงจัง เพื่อหาทางเชื่อมการทำงานระหว่างหลายฝ่ายเข้าด้วยกัน”
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะมีการหยิบยกมาหารือร่วมกัน คือบทบาทของหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งอยู่ภายใต้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ที่มีงบประมาณด้านการวิจัยและนวัตกรรมปีละกว่าสองแสนล้านบาท
แต่ปัญหาคือ งานวิจัยจำนวนมากยังไม่ถูกนำไปใช้เชิงพาณิชย์ และมักจบลงด้วยการ “อยู่บนหิ้ง” ไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง
ซึ่งสุดท้าย สิ่งที่อยากเห็นคือโครงการนำร่อง โดยได้รับมุมมองที่สอดคล้องจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งต้องการยกระดับมาตรฐานด้านนวัตกรรมของไทยให้เชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล ในระยะเริ่มต้น อาจเห็นการสร้าง Sandbox ให้เกิดขึ้นจริงก่อน
หากระบบเริ่มทำงานได้ จึงค่อยขยายไปสู่การพูดคุยเรื่องการค้ำประกันจากภาครัฐต่าง ๆ เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ในไทยไม่ถูกมองว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้







