วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน 2569

Login
Login

‘ไทยพาณิชย์’ สลัดภาพจำแค่ ‘ผู้ปล่อยกู้’ ก้าวถัดไป มุ่งสู่บริการเหนือกว่า ‘การเงิน’

‘ไทยพาณิชย์’ สลัดภาพจำแค่ ‘ผู้ปล่อยกู้’ ก้าวถัดไป มุ่งสู่บริการเหนือกว่า ‘การเงิน’

‘ไทยพาณิชย์’ สลัดภาพจำแค่ ‘ผู้ปล่อยกู้’ ก้าวถัดไป มุ่งสู่บริการเหนือกว่า ‘การเงิน’

ท่ามกลางแรงกดดันทาง “เศรษฐกิจ” และ “ความคาดหวังใหม่” ที่สังคมมีต่อสถาบันการเงิน ก้าวถัดไปของ “ธนาคารไทยพาณิชย์” คงไม่ได้หยุดอยู่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยีหรือขยายบริการดิจิทัล

และภายใต้วิสัยทัศน์ธนาคาร “Digital Bank with Human Touch” ต้องเป็นมากกว่ายุทธศาสตร์องค์กร แต่ธนาคารกำลังขยับเข้าใกล้บทบาทใหม่ จากผู้ให้บริการทางการเงิน สู่การเป็นผู้ช่วยวางแผนชีวิตทางการเงินของผู้คน และเป็นกลไกสำคัญในการแก้โจทย์เชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งปัญหาหนี้ การเข้าถึงการลงทุน และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจระยะยาว

กฤษณ์ จันทโนทก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ ฉายภาพให้เห็นถึงภาพกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของ “ไทยพาณิชย์” ในระยะต่อไปหลังจากนี้ว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ตั้งใจพัฒนา mobile application ให้เป็นมากกว่าเครื่องมือทำธุรกรรม

แต่เป็นเครื่องมือช่วยวางแผนการเงิน เป็นเสมือนโค้ชในชีวิตประจำวัน เริ่มตั้งแต่การจัดการหนี้ ไปจนถึงการลงทุน

ภายใต้การเดินหน้าตามวิสัยทัศน์ของธนาคารไทยพาณิชย์ในการเป็น “Digital Bank with Human Touch” ที่มุ่งเป็นผู้นำด้านการบริหารความมั่งคั่ง ควบคู่กับการดูแลประเทศและประชาชนอย่างยั่งยืน ตามบทบาทของธนาคารที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 118 ปี ที่พร้อมเดินหน้าต่อไปในระยะยาว

ในบทบาทด้านการเงินและนวัตกรรม ที่ธนาคารให้ความสำคัญต่อเนื่องคือ บทบาทของธนาคารในการจัดการปัญหา “หนี้” ที่เป็นเรื่องที่สำคัญที่ธนาคารยังต้องให้ความสำคัญต่อเนื่อง

โดยเฉพาะหากดูปัญหาหนี้เสียของประเทศ นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2562 เป็นต้นมามีเพียงส่วนน้อยของ “หนี้เสีย”เท่านั้นที่เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ และมีน้อยมากที่สามารถปิดจบได้จริง ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้าง แต่เป็นวิกฤตที่ยังมีทางออก หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง

ไม่เฉพาะการจัดการหนี้ ดูแลคุณภาพหนี้ลูกค้าของธนาคารเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องหันกลับมาดู “ปัญหาหนี้” ของ “พนักงานธนาคาร”เองด้วยที่ภาระหนี้จำนวนมากเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ทำให้ที่ผ่านมา ธนาคารไทยพาณิชย์เริ่มโครงการ SCB Healthy

โดยนำบุคลากรที่มีความรู้ด้านการเงิน เช่น CFP และ CFA มาเป็นโค้ชทางการเงิน โดยโครงการนี้เริ่มจากพนักงานประมาณ 50 คน ที่มีภาระหนี้สูง ร่วมกับโค้ชอาสาอีกกว่า 30 คน เพื่อช่วยวางแผนการเงินอย่างเข้มข้นเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์

เป้าหมายคือทำให้พนักงานเห็นว่า หนี้ไม่ใช่ทางตัน หากมีสติและการวางแผนที่ดี ก็สามารถจัดการได้

“หากพนักงานของธนาคารเริ่มเห็นความหวังและจัดการหนี้ได้จริง ธนาคารก็พร้อมขยายแนวคิดนี้ไปสู่ประชาชน เพื่อสร้างวินัยทางการเงิน และลดการติดกับดักภาพลวงจากโลกออนไลน์”

ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับแนวคิด “Well for All” หรือการกระจายความมั่งคั่งอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ที่ธนาคารมองว่าเป็นหัวใจของบทบาทธนาคารในอนาคต

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมองว่านับจากนี้ เทคโนโลยี AI ยังเป็นเทรนด์ที่ไปต่อได้ และไม่ใช่ฟองสบู่แบบในอดีต เพราะมีผลกำไรจริงเกิดขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม อานิสงส์จากการเติบโตเหล่านี้ยังไม่ตกถึงประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยมากนัก ขณะที่การลงทุนด้าน Data Center แม้จะเข้ามาในไทยจริง แต่คำถามสำคัญคือจะต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับคนไทยได้อย่างไร

ในมิติของการลงทุน เขามองว่าธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งมีบทบาทสำคัญในการเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงการลงทุนอย่างเป็นธรรม ผ่าน mobile banking ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำให้การเข้าถึงข้อมูลและการทำธุรกรรมเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

แม้หลายคนจะมองว่าการลงทุนเป็นเรื่องของคนมีฐานะหรือคนที่ไม่มีหนี้ แต่ความจริงไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น เพราะพลังของดอกเบี้ยทบต้น แม้ลงทุนเพียงเล็กน้อย แต่หากทำอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมีนัยสำคัญ

“กฤษณ์” ยังมองอีกว่า ในมิติของภาคธนาคาร การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สามารถทำได้โดยลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะโจทย์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเป็นโจทย์ใหญ่และซับซ้อน หากทำคนเดียว ย่อมไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

เขามองว่าบทบาทของภาคธนาคารมีอยู่สองด้าน ด้านแรกคือบทบาทเชิงกลไก ทำหน้าที่ส่งผ่านระบบการเงินและสินเชื่อไปถึงประชาชนและภาคธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของประเทศ อีกด้านหนึ่งคือบทบาทในฐานะสถาบันที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม ผ่านการให้คำแนะนำทางการเงินแก่ลูกค้าและประชาชนไทยอย่างเหมาะสม

ในมุมของสถาบันการเงิน มองว่าความคาดหวังจากธนาคารแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์ และผู้นำภาครัฐต่างๆล้วนต้องการให้ธนาคารตอบสนองนโยบายของรัฐบาล

โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อไปยังภาคส่วนที่สามารถยกระดับศักยภาพของประเทศได้ แต่หากดูในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีหรือธุรกิจใหม่ยังมีไม่มากนัก ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ไข

จึงมองว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องกลับมาร่วมมือกัน เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับประเทศ โดยธนาคารไทยพาณิชย์ได้เริ่มดึงหน่วยงานและภาคส่วนที่เดิมอาจไม่ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับธนาคาร เข้ามาร่วมพูดคุยและทำงานร่วมกัน และได้มีการประชุมไปแล้วหนึ่งครั้ง พร้อมเตรียมประชุมต่อเนื่องในเดือนม.ค. ปีนี้

“หัวใจของการพูดคุยดังกล่าวคือเรื่อง S-Curve ใหม่ของประเทศ ไม่ใช่เพียงการพูดเชิงแนวคิด แต่ตั้งคำถามให้ชัดว่า ใครจะเป็นผู้ทำให้เกิดขึ้นจริง จะใช้เงินจากไหน และปัญหาของการไฟแนนซ์อุตสาหกรรมใหม่อยู่ตรงจุดใด ธนาคารจึงนำโจทย์เหล่านี้กลับมานั่งคุยอย่างจริงจัง เพื่อหาทางเชื่อมการทำงานระหว่างหลายฝ่ายเข้าด้วยกัน”

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะมีการหยิบยกมาหารือร่วมกัน คือบทบาทของหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งอยู่ภายใต้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ที่มีงบประมาณด้านการวิจัยและนวัตกรรมปีละกว่าสองแสนล้านบาท

แต่ปัญหาคือ งานวิจัยจำนวนมากยังไม่ถูกนำไปใช้เชิงพาณิชย์ และมักจบลงด้วยการ “อยู่บนหิ้ง” ไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง

ซึ่งสุดท้าย สิ่งที่อยากเห็นคือโครงการนำร่อง โดยได้รับมุมมองที่สอดคล้องจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งต้องการยกระดับมาตรฐานด้านนวัตกรรมของไทยให้เชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล ในระยะเริ่มต้น อาจเห็นการสร้าง Sandbox ให้เกิดขึ้นจริงก่อน

หากระบบเริ่มทำงานได้ จึงค่อยขยายไปสู่การพูดคุยเรื่องการค้ำประกันจากภาครัฐต่าง ๆ เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ในไทยไม่ถูกมองว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้