เงินเดือนเท่าไหร่ถึงต้องเสียภาษี อัตราภาษีคิดแบบไหน มีลดหย่อนอะไรได้บ้าง ฯลฯ มนุษย์เงินเดือนควรรู้ เพื่อวางแผนยื่นภาษีแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ถูกต้อง ไม่ถูกกรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง
จากสถิติการยื่นภาษีของมนุษย์เงินเดือน หลายๆกรณี บริษัทมักจะเป็นผู้ยื่นภาษีประจำปีให้ (ภ.ง.ด.91) แต่จะเป็นกลุ่มคนที่เงินเดือนไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี จึงทำให้มนุษย์เงินเดือนหลายคน ไม่ทราบว่าตนเองต้องมีการยื่นภาษี จนกระทั่งถึงช่วงที่เจ้าตัวมีเงินเดือนถึงเกณฑ์ ก็มักจะหลงลืมไม่ได้ยื่นเสียภาษี รวมถึงหลายๆ รายยื่นภาษีไม่ถูกต้อง ส่งผลให้ถูกกรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง และอาจเสียภาษีเพิ่ม รวมถึงค่าปรับต่างๆ นานา โดยไม่ได้ตั้งใจ
ดังนั้น แม้จะเป็นพนักงานเงินเดือน ลูกจ้างประจำ ไม่ได้มีรายได้จากงานเสริมอื่นๆ เพิ่มเติมให้ต้องยุ่งยากในการยื่นภาษี แต่ก็จำเป็นต้องวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับพนักงานประจำไว้ เนื่องจากในบางเดือนอาจมีเงินพิเศษที่ได้รับจากบริษัท ซึ่งมีหลายประเภทที่ต้องนำมารวมเพื่อยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย
- รายได้ของพนักงานแบบไหน ต้องนำมารวมยื่นภาษี
สำหรับลูกจ้างประจำที่ได้รับเป็นเงินเดือนอย่างเดียว ตามหลักการเมื่อมี "ฐานเงินเดือน" เกิน 26,583.33 บาท หรือถ้าไม่ได้จ่ายประกันสังคมเงินเดือนเกิน 25,833.33 บาท ก็ถึงเวลาที่ต้องเสียภาษีแล้ว และถ้าหากลูกจ้างมีรายได้เพิ่มเติมที่ได้รับจากนายจ้าง จะต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีด้วย ซึ่งเงินได้ประเภทต่างๆ ตามมาตรา 40 ได้แก่
“เงินเดือน โบนัส ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าล่วงเวลา (OT) ค่าเดินทาง เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับจากนายจ้าง ค่าอาหารจากนายจ้าง เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระเงินได้อื่นๆ ที่เป็นประโยชน์เพิ่มจากการทำงาน ลูกจ้างมีหน้าที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อยื่นภาษี”
ยกเว้นนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญากันก่อนใช้พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช 2475 มีข้อกำหนดว่า นายจ้างจะชำระเงินบำเหน็จ เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัสส่วนที่เป็นค่าจ้างแรงงาน ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้
- หลักการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
หลังจากทราบว่าตนเองได้รับเงินจากนายจ้างแบบไหนบ้าง ที่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อยื่นภาษีแล้ว หลักการสำคัญในการวางแผนภาษีสำหรับพนักงานเงินเดือน คือควรเข้าใจวิธีคำนวณภาษีเองได้ เพื่อให้ทราบคร่าวๆ ว่าจะต้องเสียภาษีเท่าไร และสามารถเตรียมเงินชำระได้เพียงพอ หรือเมื่อคำนวณแล้วพบว่าต้องเสียภาษีสูง ก็ยังมีเวลาก่อนยื่นภาษีในการหาช่องทางลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย
ทั้งนี้ เมื่อลูกจ้างได้รับเงินจะต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ตามสูตรคือ
(รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน)
x อัตราภาษี
= ภาษีที่ต้องจ่าย
จากนั้นนำมาเปรียบเทียบตามอัตราภาษีก้าวหน้า ดังนี้
- รายได้สุทธิ 1 - 150,000 บาท ได้รับการยกเว้น
- รายได้สุทธิ 150,001 - 300,000 อัตราภาษี 5%
- รายได้สุทธิ 300,001 - 500,000 อัตราภาษี 10%
- รายได้สุทธิ 500,001 - 750,000 อัตราภาษี 15%
- รายได้สุทธิ 750,001 - 1,000,000 อัตราาภาษี 20%
- รายได้สุทธิ 1,000,001 - 2,000,000 อัตราค่าภาษี 25%
- รายได้สุทธิ 2,000,001 - 5,000,000 อัตราภาษี 30%
- รายได้สุทธิ 5,000,001 บาทขึ้นไป อัตราภาษี 35%
โดยให้ผู้มีรายได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไปที่กรมสรรพากร หรือยื่นผ่านทางออนไลน์ได้ถึงวันที่ 8 เมษายน
- คำนวณแล้วเสียภาษีอื้อ อย่าลืมหา "ค่าลดหย่อน" ต่างๆ มาช่วย
ในการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้มีรายได้สามารถหักค่าใช้จ่าย และนำค่าลดหย่อนที่เข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด มาช่วยลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งจะช่วยให้มนุษย์เงินเดือนที่มีเงินเดือนสูงเสียภาษีน้อยลง หรืออาจไม่ต้องเสียภาษีเลยก็เป็นได้ โดยแบ่งได้ดังนี้
1.ค่าใช้จ่าย รายได้จากเงินเดือน โบนัส และรายได้ต่างๆ ดังที่กล่าวไปแล้ว จัดอยู่ในกลุ่มเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 (มาตรา 40(1)) สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
2.ค่าลดหย่อนอื่นๆ แบ่งเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน คือ
2.1 กลุ่มลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ใช้เป็นค่าลดหย่อนพื้นฐานสำหรับทุกคนที่มีรายได้
- คู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ 60,000 บาท คู่สมรสที่จดทะเบียน หากไม่มีรายได้จะสามารถลดหย่อนได้เพิ่มอีก 60,000 บาท
- ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร 60,000 บาท สามารถนำมาลดหย่อนได้ตามจริง หรือสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท
- ค่าลดหย่อนบุตร 30,000 บาท หากมีบุตรตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป จะเพิ่มค่าลดหย่อนเป็นคนละ 60,000 บาท
- ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดา-มารดา (คนละ) 30,000 บาท สามารถใช้ลดหย่อนได้หากบิดามารดาไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท และอายุ 60 ปีขึ้นไป ในกรณีที่มีพี่น้องหลายคน จะใช้สิทธิ์ได้แค่คนเดียว ซึ่งอาจสลับกับพี่น้องคนละปีก็ได้
- อุปการะผู้พิการ หรือทุพพลภาพ 60,000 บาท หากมีการดูแลคนพิการสามารถนำมาลดหย่อนได้ 60,000 บาท/คน
2.2 กลุ่มลดหย่อนการประกันและการลงทุน
- เงินสมทบประกันสังคม ตามที่จ่ายจริงในรอบปีภาษีนั้น
- ประกันชีวิตทั่วไป หรือเงินฝากที่มีประกันชีวิต 100,000 บาท และเมื่อรวมกับประกันสุขภาพตนเองแล้วไม่เกิน 100,000 บาท
- ประกันสุขภาพตนเอง 25,000 บาท และเมื่อรวมกับประกันชีวิตทั่วไป หรือเงินฝากที่มีประกันชีวิตแล้วไม่เกิน 100,000 บาท
- ประกันสุขภาพบิดา-มารดา 15,000 บาท
- ประกันชีวิตบำนาญ ลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (RMF) ลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้ จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน ลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) 13,200 บาท
- กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท
2.3 กลุ่มลดหย่อนเกี่ยวกับการบริจาค
- บริจาคสนับสนุนการศึกษา การกีฬาเพื่อประโยชน์สาธารณะ และโรงพยาบาลรัฐ ลดหย่อนได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อน โดยบริจาคผ่าน e-Donation เท่านั้น
- บริจาคเงินเพื่อสาธารณกุศล ลดหย่อนได้ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อน
- เงินบริจาคแก่พรรคการเมือง 10,000 บาท
2.4 กลุ่มลดหย่อนพิเศษ (มาตรการรัฐ)
- ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย 100,000 บาท
อย่างไรก็ตามมนุษย์เงินเดือนอย่าเพิ่งตกใจ ว่าตนเองจะต้องเสียภาษีแล้วใช่ไหม เพราะหากลองวางแผนภาษีตามแบบที่ได้แนะนำนี้ คุณอาจเสียภาษีน้อยลงหากวางแผนภาษีได้ดี หรือไม่เสียภาษีเลยก็เป็นได้
Source : Inflow Accounting
อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษีเพิ่มเติม คลิกที่นี่





