“บิตคอยน์” (Bitcoin) ยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งการไหลออกของเงินลงทุนจาก กองทุน Spot Bitcoin ETF ที่ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 8 มูลค่ารวมกว่า 7.71 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 2 แสนล้านบาท ประกอบกับความกังวลต่อทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงจากกลยุทธ์ระดมทุนของ Michael Saylor และ MicroStrategy ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน แม้บริษัทจะออกมาชี้แจงว่าไม่ได้มีการขายบิตคอยน์ในนามส่วนบุคคลก็ตาม
“กรรณ์ หทัยศรัทธา”, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า บิตคอยน์ยังเผชิญแรง “กดดัน” หลายปัจจัยทั้งความกังวลต่อกรณี Michael Saylor และ MicroStrategy ที่กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน แม้จะมีชี้แจงไม่ได้เป็นการขายสินทรัพย์ส่วนบุคคล
รวมทั้ง ตลาดยังวิตกต่อทิศทาง “ดอกเบี้ยเฟด” อาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ทำให้ “เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง” เข้าสู่ “เงินดอลลาร์” และความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ยังหนุนให้เม็ดเงินไหลเข้า “สินทรัพย์ปลอดภัย” ส่งผลให้บิตคอยน์ถูกลดน้ำหนักลงทุนต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม หากอิงวัฏจักรบิตคอยน์ที่เคลื่อนไหวเป็นรอบ 4 ปี ซึ่งปี 2569 มีโอกาสกลับเข้าสู่ช่วง “ขาลง” หลังแรงซื้อเริ่มอ่อนตัวลงจากรอบ “ขาขึ้น” ในช่วงปี 2566-2568 ขณะที่ข้อมูล ณ วันที่ 26 มิ.ย.2569 พบ กองทุน Spot Bitcoin ETF รายใหญ่มีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 68,000-80,000 ดอลลาร์ต่อBTC สูงกว่าราคาตลาดที่ราว 60,000 ดอลลาร์ ส่งผลให้เกิดแรงขายและเงินทุนไหลออกจาก ETF ต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ด้านโครงสร้างต้นทุนพบว่านักลงทุนระยะยาวยังมี “กำไร” โดยมีต้นทุนเฉลี่ย 49,700 ดอลลาร์ต่อBTC ขณะที่นักลงทุนระยะสั้นมีต้นทุนเฉลี่ย 69,900 ดอลลาร์ หรือขาดทุนเกือบ 10,000 ดอลลาร์ต่อBTC ทำให้ยังมีโอกาสเกิดแรงขายเพิ่มเติม
ทั้งนี้ จากปัจจัยดังกล่าวประเมินว่า Bitcoin มีโอกาสปรับฐานลงทดสอบบริเวณ 50,000 ดอลลาร์ต้น ๆ หรืออาจต่ำกว่านั้น หากแรงขายยังไม่คลี่คลาย ส่วนการกลับไปทำจุดสูงสุดเดิมที่ 100,000-120,000 ดอลลาร์ ภายในปีนี้ยังเป็นไปได้ยาก หากฟื้นตัวกรอบรีบาวนด์น่าจะอยู่ที่ 70,000-80,000 ดอลลาร์เท่านั้น
“ณัฐพงษ์ ชรัวสวรรค์” นักวิเคราะห์ บริษัท คริปโตมายด์ แอดไวเซอรี่ จำกัด กล่าวว่า บิตคอยน์ยังเผชิญแรงกดดันจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การโยกย้ายเม็ดเงินไปยังหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงท่าทีเข้มงวดของเฟดที่ทำให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง
ตลาดยังกังวลต่อสภาพคล่อง MicroStrategy หลังระดมทุนผ่าน “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” เพื่อนำมาซื้อบิตคอยน์ต่อเนื่อง โดยเงินสำรองลดลงเหลือรองรับค่าใช้จ่ายเพียงราว 10 เดือน ทำให้เกิดความกังวลบริษัทอาจต้องขายบิตคอยน์หากไม่สามารถระดมทุนเพิ่มเติมได้
ทั้งนี้ ความกังวลดังกล่าวสะท้อนผ่านเงินทุนไหลออกจากกองทุน Spot Bitcoin ETF ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 8 มูลค่ารวมกว่า 7.71 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2 แสนล้านบาท ขณะที่แรงขายจากนักลงทุนสถาบันยังถูกมองเป็นสัญญาณเตือนภาวะตลาด เนื่องจากบิตคอยน์ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพคล่องได้รวดเร็ว เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนตัว
อย่างไรก็ตาม ตลาดบิตคอยน์ยังไม่เหมาะเข้าลงทุนเต็มพอร์ต เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยยังไม่กลับเข้าสู่ตลาด แม้จะเริ่มเห็นการสะสมจากกลุ่ม Smart Money บางส่วนก็ตาม จึงแนะนำให้ใช้กลยุทธ์ทยอยสะสมมากกว่าลงทุนครั้งเดียว โดยคาดบิตคอยน์จะยังใช้เวลาอีกประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ในการสร้างฐานราคา และหากปัจจัยลบเริ่มคลี่คลายอาจเห็นการฟื้นตัว และกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นได้เร็วที่สุดในช่วงปลายปี
“ประกิต สิริวัฒนเกตุ” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด กล่าวว่า แม้กองทุน Spot Bitcoin ETF จะเริ่มมีเงินทุนไหลกลับบางส่วน หลังเผชิญภาวะเงินไหลออกต่อเนื่องจากราคาบิตคอยน์หลุดระดับ 60,000 ดอลลาร์ แต่ภาพรวมตลาดยังต้อง “ระมัดระวัง” โดยเฉพาะความเสี่ยงจากกลยุทธ์การระดมทุนของ Michael Saylor และ MicroStrategy
โดยบริษัทยังคงระดมทุนผ่านการออกหุ้นและตราสารหนี้เพื่อนำมาซื้อบิตคอยน์ทำให้ต้องพึ่งพาเงินทุนใหม่ต่อเนื่อง หากราคาบิตคอยน์ ทรงตัวหรือปรับตัวลง ความสามารถในการระดมทุนอาจลดลงและเพิ่มความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง


