ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 18.66 จุด แตะ 1,595.58 จุด ลุ้นตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ คืนนี้ ขณะที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ สัปดาห์หน้าชี้ชะตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด โบรกแนะจับตาแรงขายทำกำไรที่แนวต้าน 1,600 จุด พร้อมเลือกหุ้นแบงก์สำหรับนักลงทุนเน้นความปลอดภัย
KEY POINTS
- ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 18.66 จุด แต่โบรกเกอร์เตือนให้ระมัดระวังแรงขายทำกำไรบริเวณแนวต้าน 1,600 จุด เนื่องจากตลาดยังรอติดตามปัจจัยสำคัญ
- นักวิเคราะห์แนะให้นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ การจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm Payrolls) และตัวเลขเงินเฟ้อ
- ข้อมูลเศรษฐกิจทั้งสองจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในการประชุมครั้งถัดไป
- หากตัวเลขการจ้างงานและเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ จะเพิ่มแรงกดดันให้ Fed อาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงตลาดหุ้นไทย
“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (4 ก.ย.2569) ปิดตลาดที่ 1,595.58 จุด บวก 18.66 จุด หรือ 1.18% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,599.10 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,579.36 จุด มีมูลค่าการซื้อขายรวม 63,421.60 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. DELTA ราคาปิด 256.00 บาท เพิ่มขึ้น 13.00 บาท หรือ 5.35% มูลค่าการซื้อขาย 6,500.25 ล้านบาท
2. PTT ราคาปิด 41.50 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.60% มูลค่าการซื้อขาย 5,981.58 ล้านบาท
3. GULF ราคาปิด 61.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.82% มูลค่าการซื้อขาย 3,461.47 ล้านบาท
4. KBANK ราคาปิด 248.00 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 0.40 % มูลค่าการซื้อขาย 2,588.97 ล้านบาท
5. PTTEP ราคาปิด 149.00 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 0.67% มูลค่าการซื้อขาย 2,446.60 ล้านบาท
กรรณ์ หทัยศรัทธา, IAA, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า คาดตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญบริเวณ 1,600 จุด แต่ยังมีโอกาสไม่สามารถผ่านระดับดังกล่าวได้ แนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังแรงขายทำกำไร เนื่องจากตลาดยังรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm Payrolls) ที่จะประกาศในคืนนี้ช่วงประมาณ 19.00-20.00 น. ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)
สำหรับตัวเลข Non-farm Payrolls ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 50,000 ตำแหน่ง หากตัวเลขจริงออกมาสูงกว่าคาด เช่น 70,000-100,000 ตำแหน่ง จะเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์เสี่ยง ตลาดหุ้นโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยในวันจันทร์หน้า (7 ก.ย.2569) เนื่องจากสะท้อนตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่ง และอาจเพิ่มแรงกดดันให้ Fed พิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป
อย่างไรก็ตาม ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ตลาดยังสับสนเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบายการเงิน โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ หนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการ Fed ได้แสดงความเห็นส่วนตัวว่าเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ย ส่งผลบวกในระยะสั้นต่อตลาดหุ้นโลก บิตคอยน์ และราคาทองคำ ขณะที่ความน่าจะเป็นที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย.2569 ลดลงจากประมาณ 70% เหลือ 50% อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดหุ้นไทยจะได้รับอานิสงส์จากท่าทีดังกล่าว แต่ยังไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากตลาดยังไม่ได้สะท้อนปัจจัยดังกล่าวเข้าสู่ราคาอย่างเต็มที่
ขณะที่ปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อทิศทางดอกเบี้ยมากกว่า และถือเป็นตัวแปรสำคัญในการชี้ทิศทางนโยบายการเงิน เป็นตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่จะประกาศในวันศุกร์หน้า (11 ก.ย.2569) โดยตลาดคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับ 3.4% หากตัวเลขออกมาสูงกว่าระดับดังกล่าว จะเพิ่มโอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจุบันตลาดยังมีมุมมองต่อโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยแบบครึ่งต่อครึ่ง ดังนั้น หากทั้งตัวเลขการจ้างงานและเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด จะเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นและทำให้สินทรัพย์เสี่ยงมีโอกาสปรับตัวลดลงได้อีก
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์หน้า นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางและเน้นความปลอดภัย แนะนำหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีความผันผวนสูงอย่าง DELTA ไปก่อน และพิจารณาเข้าสะสมหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เช่น KBANK, SCB และ KKP เนื่องจากมีโอกาสได้รับประโยชน์จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง สามารถพิจารณาเก็งกำไรหุ้น DELTA ในโซนราคา 240-260 บาท หลังราคาปรับตัวลดลงจากจุดเดิมมากกว่า 100 บาท โดย DELTA เป็นหุ้นที่มีค่าเบต้าสูง หากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาเอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยง ก็มีโอกาสที่ราคาหุ้นจะฟื้นตัวและปรับขึ้นได้อย่างรุนแรง
"ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังมีโอกาสขึ้นทดสอบระดับ 1,600 จุด แต่หากยังไม่สามารถผ่านแนวต้านดังกล่าวได้ นักลงทุนต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไร โดยทิศทางตลาดในสัปดาห์หน้าจะขึ้นอยู่กับผลของตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะการจ้างงานและเงินเฟ้อ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินทิศทางดอกเบี้ยของ Fed และบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก"





