วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ทำไม BIS มองว่า 'สเตเบิลคอยน์' ไม่อาจทำหน้าที่เป็น 'เงิน'?

จากรายงานเศรษฐกิจประจำปี 2026 ของธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ หรือ BIS Annual Economic Report 2026 ได้มีการวิเคราะห์บทบาทของ "สเตเบิลคอยน์" (Stablecoins) ไว้อย่างน่าสนใจว่า “เหตุใดบนบล็อกเชนสาธารณะ จึงไม่อาจก้าวขึ้นมาทำหน้าที่เป็น "เงิน" ที่น่าเชื่อถือในระบบเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง? ” 

 1. การขาดคุณสมบัติพื้นฐานของ  ‘เงิน’

รายงานชี้ให้เห็นว่า สเตเบิลคอยน์ในปัจจุบันไม่สามารถทำหน้าที่เป็นหน่วยวัดมูลค่า  ของตัวเองได้ แต่ต้องไป "เกาะ" หรือผูกมูลค่าไว้กับเงินเฟียต เช่น  ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้ตัวมันเองมีความเสถียร  

อีกทั้งยังไม่นับรวมถึงปัญหาการกระจายตัว  และการขาดความสามารถในการทำงานร่วมกัน  ระหว่างบล็อกเชนต่างๆ ซึ่งทำให้ไม่สามารถเกิดเครือข่ายที่ไร้รอยต่อเหมือนระบบเงินในปัจจุบัน

ทำไม BIS มองว่า 'สเตเบิลคอยน์'  ไม่อาจทำหน้าที่เป็น 'เงิน'?

กราฟิกระบุการทำงานของสเตเบิลคอยน์ในปัจจุบันมีลักษณะเป็น "ไซโล (Siloed)" หรือถูกจำกัดอยู่แค่ในท่อของตัวเอง หากผู้ใช้ฝืนส่งเหรียญข้ามบล็อกเชนโดยไม่มีสะพานเชื่อมที่ปลอดภัย ธุรกรรมนั้นอาจล้มเหลว และทำให้ สูญเสียเงินไปอย่างถาวร (Permanent loss) ข้อจำกัดนี้ทำให้สเตเบิลคอยน์ไม่สามารถสร้างเครือข่ายการชำระเงินที่ไร้รอยต่อได้

2.ความเปราะบางเรื่อง ‘สภาพคล่อง’

กลไกการค้ำประกันสินทรัพย์ของสเตเบิลคอยน์ส่วนใหญ่ยังมีความเสี่ยงสูง แม้จะอ้างว่าหนุนด้วยสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ในยามที่ตลาดเกิดความตื่นตระหนก สเตเบิลคอยน์มักเผชิญกับภาวะ “De-pegging” หรือมูลค่าหลุดจากการตรึงไว้  

รายงานของ BIS ระบุว่าสเตเบิลคอยน์ไม่มีระบบ "ตาข่ายรองรับความปลอดภัย " เช่น การประกันเงินฝาก หรือผู้ให้กู้ยืมแหล่งสุดท้ายเหมือนที่ธนาคารพาณิชย์มี ทำให้ผู้ถือครองมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียความเชื่อมั่น และแห่ถอนเงินจนระบบพังทลายได้ง่าย

3. ปัญหาความโปร่งใส 

ต้องยอมรับว่าสเตเบิลคอยน์ที่รันอยู่บนบล็อกเชนสาธารณะแบบไร้การอนุญาต  มักมีช่องโหว่ร้ายแรงเกี่ยวกับกฎหมายป้องกัน “การฟอกเงิน” และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย 

การใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลที่เข้าถึงได้ง่าย (Unhosted Wallets) ทำให้การระบุตัวตนผู้ทำธุรกรรมเป็นไปได้ยาก ซึ่งขัดต่อหลักการของระบบการเงินโลกที่ต้องมีความปลอดภัย และตรวจสอบได้

4.ความเสี่ยงต่อ ‘อธิปไตยทางการเงิน’

ในประเทศตลาดเกิดใหม่หรือกลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจไม่เแข็งแรง การแพร่หลายของสเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐจะนำไปสู่ภาวะ "Stablecoin Dollarisation" หรือการที่ประชาชนหันไปใช้ดอลลาร์ดิจิทัลแทนเงินท้องถิ่น

 สิ่งนี้จะเข้าไปลดทอน “อธิปไตยทางการเงิน” บั่นทอนความสามารถของธนาคารกลางในการควบคุมนโยบายการเงิน และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องให้ปริมาณสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นหดตัวลง

ทางออกที่ BIS เสนอ  ‘Unified Ledger’

เพื่อตอบโจทย์นวัตกรรมโดยไม่สูญเสียความเชื่อมั่น BIS เสนอว่าระบบการเงินยุคถัดไปควรขับเคลื่อนด้วย Unified Ledger (โครงข่ายรวม) ที่นำเทคโนโลยี Tokenisation มารวมไว้ในระบบการเงินแบบ 2 ชั้น  (Two-tier System)  

ระบบนี้คือ การมี เงินสำรองของธนาคารกลาง (Central Bank Money) เป็นสมอหลักในการสร้างความไว้วางใจ และทำงานร่วมกับเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ที่ถูกแปลงเป็นโทเคน (Tokenised Deposits) ซึ่งปลอดภัย และมีกฎหมายรองรับมากกว่าสเตเบิลคอยน์ทั่วไป 

ปัจจุบันกำลังมีการทดสอบผ่านโครงการระดับโลกอย่าง Project Agorá ของ BIS  ร่วมกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศ IIF และธนาคารกลางหลักของโลก เพื่อเชื่อมต่อธุรกรรมระหว่างธนาคารกลาง และธนาคารพาณิชย์ในประเทศต่างๆ เข้าด้วยกัน

 

 

อ้างอิง รายงาน BIS

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์