จากรายงานเศรษฐกิจประจำปี 2026 ของธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ หรือ BIS Annual Economic Report 2026 ได้มีการวิเคราะห์บทบาทของ "สเตเบิลคอยน์" (Stablecoins) ไว้อย่างน่าสนใจว่า “เหตุใดบนบล็อกเชนสาธารณะ จึงไม่อาจก้าวขึ้นมาทำหน้าที่เป็น "เงิน" ที่น่าเชื่อถือในระบบเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง? ”
1. การขาดคุณสมบัติพื้นฐานของ ‘เงิน’
รายงานชี้ให้เห็นว่า สเตเบิลคอยน์ในปัจจุบันไม่สามารถทำหน้าที่เป็นหน่วยวัดมูลค่า ของตัวเองได้ แต่ต้องไป "เกาะ" หรือผูกมูลค่าไว้กับเงินเฟียต เช่น ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้ตัวมันเองมีความเสถียร
อีกทั้งยังไม่นับรวมถึงปัญหาการกระจายตัว และการขาดความสามารถในการทำงานร่วมกัน ระหว่างบล็อกเชนต่างๆ ซึ่งทำให้ไม่สามารถเกิดเครือข่ายที่ไร้รอยต่อเหมือนระบบเงินในปัจจุบัน
กราฟิกระบุการทำงานของสเตเบิลคอยน์ในปัจจุบันมีลักษณะเป็น "ไซโล (Siloed)" หรือถูกจำกัดอยู่แค่ในท่อของตัวเอง หากผู้ใช้ฝืนส่งเหรียญข้ามบล็อกเชนโดยไม่มีสะพานเชื่อมที่ปลอดภัย ธุรกรรมนั้นอาจล้มเหลว และทำให้ สูญเสียเงินไปอย่างถาวร (Permanent loss) ข้อจำกัดนี้ทำให้สเตเบิลคอยน์ไม่สามารถสร้างเครือข่ายการชำระเงินที่ไร้รอยต่อได้
2.ความเปราะบางเรื่อง ‘สภาพคล่อง’
กลไกการค้ำประกันสินทรัพย์ของสเตเบิลคอยน์ส่วนใหญ่ยังมีความเสี่ยงสูง แม้จะอ้างว่าหนุนด้วยสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ในยามที่ตลาดเกิดความตื่นตระหนก สเตเบิลคอยน์มักเผชิญกับภาวะ “De-pegging” หรือมูลค่าหลุดจากการตรึงไว้
รายงานของ BIS ระบุว่าสเตเบิลคอยน์ไม่มีระบบ "ตาข่ายรองรับความปลอดภัย " เช่น การประกันเงินฝาก หรือผู้ให้กู้ยืมแหล่งสุดท้ายเหมือนที่ธนาคารพาณิชย์มี ทำให้ผู้ถือครองมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียความเชื่อมั่น และแห่ถอนเงินจนระบบพังทลายได้ง่าย
3. ปัญหาความโปร่งใส
ต้องยอมรับว่าสเตเบิลคอยน์ที่รันอยู่บนบล็อกเชนสาธารณะแบบไร้การอนุญาต มักมีช่องโหว่ร้ายแรงเกี่ยวกับกฎหมายป้องกัน “การฟอกเงิน” และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
การใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลที่เข้าถึงได้ง่าย (Unhosted Wallets) ทำให้การระบุตัวตนผู้ทำธุรกรรมเป็นไปได้ยาก ซึ่งขัดต่อหลักการของระบบการเงินโลกที่ต้องมีความปลอดภัย และตรวจสอบได้
4.ความเสี่ยงต่อ ‘อธิปไตยทางการเงิน’
ในประเทศตลาดเกิดใหม่หรือกลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจไม่เแข็งแรง การแพร่หลายของสเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐจะนำไปสู่ภาวะ "Stablecoin Dollarisation" หรือการที่ประชาชนหันไปใช้ดอลลาร์ดิจิทัลแทนเงินท้องถิ่น
สิ่งนี้จะเข้าไปลดทอน “อธิปไตยทางการเงิน” บั่นทอนความสามารถของธนาคารกลางในการควบคุมนโยบายการเงิน และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องให้ปริมาณสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นหดตัวลง
ทางออกที่ BIS เสนอ ‘Unified Ledger’
เพื่อตอบโจทย์นวัตกรรมโดยไม่สูญเสียความเชื่อมั่น BIS เสนอว่าระบบการเงินยุคถัดไปควรขับเคลื่อนด้วย Unified Ledger (โครงข่ายรวม) ที่นำเทคโนโลยี Tokenisation มารวมไว้ในระบบการเงินแบบ 2 ชั้น (Two-tier System)
ระบบนี้คือ การมี เงินสำรองของธนาคารกลาง (Central Bank Money) เป็นสมอหลักในการสร้างความไว้วางใจ และทำงานร่วมกับเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ที่ถูกแปลงเป็นโทเคน (Tokenised Deposits) ซึ่งปลอดภัย และมีกฎหมายรองรับมากกว่าสเตเบิลคอยน์ทั่วไป
ปัจจุบันกำลังมีการทดสอบผ่านโครงการระดับโลกอย่าง Project Agorá ของ BIS ร่วมกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศ IIF และธนาคารกลางหลักของโลก เพื่อเชื่อมต่อธุรกรรมระหว่างธนาคารกลาง และธนาคารพาณิชย์ในประเทศต่างๆ เข้าด้วยกัน
อ้างอิง รายงาน BIS
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


