ทำไมเราไม่สามารถเกษียณด้วยบิตคอยน์? เพราะการเกษียณที่แท้จริงต้องมีรายได้โดยไม่ต้องขายทรัพย์สิน แต่อสังหาริมทรัพย์นั้นค่อยๆ เติบโตและเป็นรากฐานสำคัญเพื่อความมั่งคั่ง
ความเชื่อของกลุ่มผู้ถือครองบิตคอยน์ ที่ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลนี้จะกลายเป็นฐานรากหลักที่เลี้ยงดูพวกเขายามเกษียณ มักตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าบิตคอยน์ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นต่อปี (Compound Annual Growth Rate: CAGR) สูงถึง 200% โดยดูจากสถิติในอดีต ตัวเลขนี้ทำให้เกิดมายาภาพว่าพอร์ตการลงทุนจะเติบโตเป็นทวีคูณอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
แต่ความจริงก็คือ ตัวเลข 200% CAGR โดยนับจากราคาปีแรกๆ ที่มีการซื้อขายในตลาด คือความเข้าใจผิดที่อันตราย เนื่องจากเป็นการคำนวณจากฐานที่เกือบเป็นศูนย์ (0.0008 ดอลลาร์ปี 2553) สินทรัพย์ทุกประเภทในโลกล้วนอยู่ภายใต้ กฎแห่งตัวเลขจำนวนมาก (Law of Large Numbers)
เมื่อมูลค่าตลาดของบิตคอยน์ขยายตัวจนพุ่งทะลุล้านล้านดอลลาร์ อัตราการเติบโตจะเกิดสภาวะ ผลตอบแทนลดน้อยถอยลง (Diminishing Returns) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เหมือนสินทรัพย์อื่นๆ
สถิติเชิงประจักษ์ชี้ชัดว่า อัตราเติบโตของบิตคอยน์กำลังลดความเร็วลงในทุกรอบวัฏจักร (Cycle CAGR) วัฏจักรที่ 1 (2554-2556) +9,200% วัฏจักรที่ 2 (2556-2560) +1,200% วัฏจักรที่ 3 (2560-2564) +230% วัฏจักรที่ 4 (2564-2569) 50-70% วัฏจักรอนาคต (2569-2573) คาดการณ์ว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 5-25% และจะเข้าสู่ระยะอิ่มตัวที่ 5-10%
ปลายทางของบิตคอยน์คือการเคลื่อนตัวเข้าหาจุดสมดุลร่วมกับสินทรัพย์ดั้งเดิม และเมื่ออัตราผลตอบแทนเฉลี่ยลดลงมาอยู่ในระดับปกติ แบบจำลองการเกษียณด้วยบิตคอยน์ จึงเป็นไปไม่ได้
๐ มายาภาพแผนเกษียณ 25 ปี กับความจริงของการกัดกร่อน ‘ฐานทรัพย์’
ในโลกการวางแผนการเงินมักอ้างถึง “กฎ 4%” หากเราถอนเงินออกมาใช้ปีละ 4% ของมูลค่าพอร์ตเริ่มต้น พอร์ตนั้นจะสามารถค้ำจุนชีวิตเราได้ขั้นต่ำ 25 ปีจนถึงวันตาย กลุ่มคนที่สะสมบิตคอยน์ 100% จึงทึกทักว่าพวกเขาสามารถใช้กฎนี้ได้ แต่ในความเป็นจริง พวกเขาอาจจะอยู่ไม่ถึงแผนเกษียณ 25 ปีด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่จะส่งต่อเป็นมรดกเลย
เหตุผลเพราะโครงสร้างของบิตคอยน์ไม่มีกลไกภายในที่สร้างผลผลิตได้ด้วยตัวเอง (Zero Yield) ตัวระบบไม่มีค่าเช่า ไม่มีเงินปันผล
เมื่อผู้เกษียณหยุดทำงานและไม่มีรายได้ใหม่เข้ามาเติม ระบบนี้จะเปลี่ยนสภาพเป็น “แบบจำลองการทยอยขายทุนเพื่อใช้ชีวิต” (Slow Liquidation Model) หรือการ “ขายกิน” ที่ต้องหั่นเนื้อสินทรัพย์ออกไปทีละส่วน ทุกครั้งที่กดปุ่มถอนเงิน “ฐานทรัพย์” (Asset Base) จะถูกหักลบออกไปในเชิงปริมาณทันที
บิตคอยน์ไม่ได้เลี้ยงเจ้าของ เจ้าของต่างหากที่ต้องเฉือนบิตคอยน์ออกมาขายเพื่อเลี้ยงตัวเอง อีก 14 ปีข้างหน้าเมื่อเข้าสู่ยุคผลตอบแทนอิ่มตัวที่ 5-10% การถอนเงินใช้โดยใช้ “กฎ 4%” กับพอร์ตการลงทุนที่ถือครองบิตคอยน์ 100% ได้นั้น มองข้ามปัจจัยชี้ขาดในทางวิศวกรรมการเงิน นั่นคือ ความผันผวนระดับสุดขั้ว (Extreme Volatility)
สินทรัพย์ดิจิทัลนี้มีการปรับฐานในระดับ -50% ถึง -75% เป็นเรื่องปกติในทุกตลาดหมี (Crypto Winter) เมื่อผู้เกษียณอายุไม่มีกระแสเงินสดจากแหล่งอื่นเข้ามาจุนเจือ ความผันผวนนี้จะแปรสภาพเป็น วงจรอุบาทว์ของการทำลายฐานทุนถาวร อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
๐ โศกนาฏกรรมของสินทรัพย์ที่ไร้ค่าเช่า
ถ้าหากบิตคอยน์คือทองคำดิจิทัล ประวัติศาสตร์ก็ได้แสดงถึงโศกนาฏกรรมให้เห็นมาแล้ว ในช่วงเวลาที่เปลวเพลิงแห่งสงครามและการปฏิวัติกวาดล้างทวีปยุโรป ขุนนางชาวรัสเซียและออสเตรีย-ฮังการีต้องละทิ้งมาตุภูมิพร้อมกับสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็น “ความมั่งคั่งอันเป็นสากลและเคลื่อนย้ายได้ง่ายที่สุด” โดยเย็บเพชรพลอยซ่อนไว้ในสาบเสื้อโคต บางตระกูลหลอมทองคำแท่งฝังไว้ใต้ดิน
สินทรัพย์เหล่านั้นมีคุณลักษณะเพียบพร้อมในแบบที่กลุ่มผู้นิยมสินทรัพย์ดิจิทัลถวิลหา “หายาก มีอุปทานจำกัด พกพาสะดวก มีมูลค่าร่วมเป็นสากล” ทว่า ผลลัพธ์ในอีกไม่กี่ทศวรรษต่อมากลับน่าใจหาย ทายาทรุ่นลูกรุ่นหลานของ Count และ Baron ผู้เคยปกครองแว่นแคว้น กลับต้องกลายมาเป็นคนขับแท็กซี่ในกรุงปารีส หรือพนักงานเสิร์ฟในกรุงลอนดอน
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะ “ทองคำและเพชรพลอยไม่เคยทำงาน” มันเป็นสินทรัพย์ที่ไร้ผลิตผลที่นอนนิ่งอยู่ในหีบสมบัติ แม้จะมีราคาเพิ่มทุกปีแต่ท่ามกลางค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น พวกเขาต้องตัดเฉือนเนื้อสินทรัพย์ถาวรออกขายเพื่อประทังชีพ ฐานทุนถาวร (Principal Capital) จึงหดตัวลงทุกวันล้อไปกับอายุขัยของเจ้าของ และนี่คือ สัจธรรมข้อเดียวกันกับที่บิตคอยน์กำลังจะมอบให้แก่ผู้เกษียณอายุในศตวรรษที่ 21
๐ เส้นทางที่แตกต่างของอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์
ในยุคสมัยเดียวกัน เส้นทางของการกักเก็บความมั่งคั่งอีกรูปแบบหนึ่งกลับให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง John Jacob Astor เริ่มต้นกว้านซื้อที่ดินทุกแปลงบนเกาะแมนฮัตตันเท่าที่จะหาทุนได้ แล้วสถาปนากลยุทธ์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือ “การถือครองกรรมสิทธิ์ถาวรและปล่อยเช่า”
เขาใช้ระบบ Ground Lease ที่รักษาความเป็นเจ้าของในที่ดินไว้ตลอดกาล แต่เปิดโอกาสให้ทุนภายนอกเป็นผู้เสี่ยงขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสร้างอาคารบนที่ดินนั้น โดยมีหน้าที่ส่งมอบค่าเช่ากลับมาให้เขารายปี ก่อนที่ Astor จะสิ้นลมหายใจ คำประกาศที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของเขาคือ “ความเสียใจเพียงสิ่งเดียวในชีวิต คือการไม่ได้ซื้อเกาะแมนฮัตตันไว้ทั้งหมด”
เช่นเดียวกับตระกูล Grosvenor เจ้าของที่ดิน Mayfair และ Belgravia ในใจกลางกรุงลอนดอน ที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ผืนนี้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ตลอดระยะเวลากว่า 300 ปีที่ผ่านมา พวกเขาไม่เคยขายที่ดินออกไปแม้แต่ตารางเมตรเดียว
ทว่าปล่อยให้ “กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการทำมาหากินของมนุษย์หลายล้านคน” ในลอนดอน ทำหน้าที่ผลิตกระแสเงินสดและจ่ายค่าเช่ากลับคืนสู่ตระกูลข้ามเจเนอเรชัน
Hugh Grosvenor ทายาทรุ่นปัจจุบัน รับช่วงมรดกผืนนี้ในวัยเพียง 25 ปี และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในสหราชอาณาจักรทันที โดยไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใดมากไปกว่าการรักษาฐานทรัพย์ที่บรรพบุรุษส่งต่อมา
๐ บทสรุป
การเกษียณอายุที่แท้จริงและยั่งยืนข้ามรุ่น ต้องการสินทรัพย์ที่ทำหน้าที่เป็นแท่นผลิตกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้ ไม่ใช่ระบบที่ตั้งอยู่บนความหวังว่าจะมีคนมาซื้อต่อในราคาที่แพงกว่า (Greater Fool Theory)
อสังหาริมทรัพย์คุณภาพสูงที่มีผู้เช่าจริง คุ้มครองฐานทรัพย์หลักไม่ให้ถูกหักลบ และใช้ประโยชน์จากโครงสร้าง Positive Carry ในการเติบโตไปพร้อมกับระบบเศรษฐกิจ ในขณะที่ บิตคอยน์ ทองคำและเพชรพลอย เป็นสินทรัพย์ที่บีบให้เจ้าของต้องทำลายฐานทุนของตัวเองลงไปเรื่อย ๆ ในทุกวันที่มีชีวิตอยู่
“สินทรัพย์ที่แท้จริงสำหรับการเกษียณ ไม่ใช่สินทรัพย์ที่หวังว่าจะมีคนซื้อแพงขึ้นในอนาคต แต่คือสินทรัพย์ที่เลี้ยงเจ้าของได้ โดยไม่ต้องขายตัวมันเอง

