ความเห็นของประธานเฟดเป็นบวก แต่โฟกัสจะกลับมาอยู่ที่ผลประกอบการ การแถลงต่อกรรมาธิการธนาคาร (9 ก.ค.) ประธานเฟดให้ความเห็นค่อนข้างเป็นบวก
โดยระบุว่าการคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงนานเกินไปอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจนต่อการลดดอกเบี้ยที่น่าจะทยอยเกิดขึ้น (ตลาดมอง ก.ย. และ ธ.ค.) อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้จะพลิกกลับมาบวกแต่ไม่ได้เคลื่อนไหวโดดเด่น ซึ่งเรามองว่าเกิดจากการที่ตลาดรับรู้เรื่องการลดดอกเบี้ยไปมากแล้ว ทำให้รอบนี้นักลงทุนจะต้องมาโฟกัสกับการรายงานผลประกอบการ และการให้มุมมอง (Forward guidance) ของผลประกอบการในช่วงต่อไป
ติดตามสัญญาณขัดแย้งระหว่างค่าเงินและผลตอบแทนพันธบัตร ปฏิกิริยาของตลาดหลังการให้ถ้อยคำของประธานเฟดต่อกรรมาธิการฯ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ไม่ค่อยขยับลง ซึ่งมากจาก 1) ตลาดตอบรับการลดดอกเบี้ยในระดับ 2-3 ครั้งแล้ว (ผลตอบแทนพันธบัตรจาก 5% เหลือ 4.30%) 2) นโยบายของทรัมป์ (ซึ่งมีโอกาสกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกรอบ 2) มีโอกาสเร่งเงินเฟ้อ ซึ่งจะจำกัดการลดดอกเบี้ยในปีหน้า ขณะที่ดัชนีค่าเงินสหรัฐฯ (Dollar Index) แข็งค่าขึ้น แสดงถึงเงินทุนที่อาจพร้อมไหลเข้าตลาดตราสารหนี้สหรัฐฯ โดยเฉพาะหากผลประกอบการบจ.สหรัฐฯ เริ่มชะลอ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
สื่อสาร ค้าปลีก อาหาร ยังเด่น ไฟฟ้าและรีทส์ อาจเริ่มได้แรงหนุนจากการปรับลดดอกเบี้ย กลุ่มสื่อสาร ค้าปลีก อาหาร เคลื่อนไหวได้ดีจากแนวโน้มกำไรเชิงบวก และเป็นกลุ่มที่น่าจะได้ผลดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ทั้งนี้เรามองไฟฟ้าและรีทส์ มีโอกาสเคลื่อนไหวดีขึ้นจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงในปีหน้า จะทำให้กลุ่มที่มีผลตอบแทนปันผลสูงได้รับความสนใจจากนักลงทุน
เงินทุนต่างชาติจะกลับมาจริงเมื่อไหร่? เมื่อส่วนต่างดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ-ไทยลดลง และเงินทุนมีการโยกย้าย (reallocation) ไปยังตลาดตราสารหนี้สหรัฐฯ แล้ว ซึ่งน่าจะเกิดในช่วงต้นปีหน้า เรามองเงินทุนต่างชาติที่น่าจะเริ่มกลับมาในปีหน้า เป็นอีกปัจจัยหนุน
ภาพรวมกลยุทธ์ เลือกเก็งกำไรรายตัว อาจผันผวนจากการรายงานผลประกอบการ แต่คงมุมมองว่าช่วง ก.ค.-ส.ค. เรามอง SET เข้าสู่จุดซื้อที่ดีที่สุดในรอบ 12-18 เดือน ข้างหน้า และด้วย Valuation ของ SET ที่แข็งแกร่งในระดับ 1,300 จุด ประเมินความเสี่ยงของการลงอยู่ที่ระดับ 1,270-1,290 และมองการลงแรงถึงระดับ 1,100-1,200 จุด อยู่ในระดับต่ำ
แนวรับ: 1,309 / แนวต้าน : 1,330 จุด
สัดส่วนลงทุน: เงินสด 40% vs พอร์ตหุ้น 60%
หุ้นแนะนำ (* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ นักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาเข้าซื้อ)
ADVANC* (218) : ผลประกอบการฟื้นตัวตามกำลังซื้อ และรายได้เกษตรกร และอยู่ในช่วงที่มี แนวโน้มถูกปรับประมาณการกำไรขึ้น อีกทั้งหุ้นซื้อขายด้วย PER ในโซนต่ำในรอบ 3 ปี ตัดขาดทุน 207 บาท
CPALL* (62) : ผลประกอบการยังอยู่ในโมเมนตัมกำไรที่ดีขึ้น และได้แรงส่งทั้งจากการท่องเที่ยว และกำลังซื้อที่น่าจะดีขึ้นจากทั้งค่าแรงขั้นต่ำและดิจิทัลวอลเล็ต 54.75 บาท
RATCH* (31) : ผลประกอบการเข้าสู่ high season และให้ผลตอบแทนปันผล 6% ขณะซื้อขายด้วย PER เพียง 11 เท่า ตัดขาดทุน 26.75 บาท
SORKON* (6) : ผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุด อัตรากำไรขั้นต้นฟื้นตัวจากต้นทุนหมูที่ลดลง ตัดขาดทุน 4.38 บาท
ประเด็นที่น่าสนใจ
- ครม.ผ่านร่าง “พ.ร.บ.งบฯรายจ่ายเพิ่มเติม ปี 67” เพื่อใช้สำหรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต
- นายกฯ ยอมรับ “ปรับขึ้นค่าแรง 600 บาท” ไม่สามารถทำได้ทันที ยันจะทำให้ภายใน 4 ปี
- เผ่าภูมิ โรจนสกุล เผย เงินเฟ้อ ไทยต่ำหลุดกรอบนาน 1 ปี เรียกร้องธปท. ปรับมาตรการการเงินแก้ปัญหาเงินเฟ้อต่ำ
- SYNEX เผยว่า แนวโน้มผลงานไตรมาส 2 ปี 67 คาดมีทิศทางดี เป็นไปตามแผนที่วางไว้
- TTA ผนึกกำลังกับ King Long ยักษ์ใหญ่เจ้าตลาดยานยนต์ไฟฟ้าจากจีน เปิดตลาดรถกระบะไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ในไทย
- 5 อันดับแรกมูลค่าขายชอร์ตมากสุด by Value SCB-R, CPALL-R, PTTEP-R, ADVANC, BBL
- 5 อันดับแรก มูลค่า Short Covering HANA, HANA-R, EA, EA-R, TOP
- SCGP คงคำแนะนำ ซื้อ ที่ราคาเป้าหมาย 41.00 บาท
ปัจจัยที่ต้องติดตาม
10 ก.ค. – CN Inflation Rate (June)









