วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลยุทธ์การลงทุนรายสัปดาห์ : บล.เคจีไอฯ มีโอกาสย่อต่อในช่วงสั้น แนะทยอยสะสม

มีโอกาสปรับฐานลงต่อ แต่ความเสี่ยงทางลงจำกัด แนะทยอยสะสมช่วงอ่อนตัว ในสัปดาห์ที่แล้ว (2-5 มกราคม) ตลาดหุ้นไทยผันผวนหนัก โดยปรับขึ้นแรงในวันแรกของการซื้อขายในปี 2567 ก่อนที่จะมีแรงเทขายทำกำไรออกมา

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ตลาดผันผวนได้แก่ i) นักลงทุนปรับพอร์ตตามความคาดหวังเกี่ยวกับจังหวะ และเวลาที่สหรัฐจะลดดอกเบี้ย เนื่องจากข้อมูลตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง และ ii) ข่าวลบจากจีนหลังจากที่ดัชนี PMIs เดือนธันวาคม 2566 ยังคงอ่อนแอ และ Zhong Zhi ซึ่งเป็นธนาคารเงาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจีนยื่นล้มละลาย นอกจากนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวยังคง outperform ตลาดอย่างต่อเนื่อง จากความหวังว่าจะมีการยกเว้นวีซ่าถาวรไทย-จีน

ในสัปดาห์นี้ (8-12 มกราคม) ดัชนี SET อาจจะยังคงถูกกดดันในช่วงต้นสัปดาห์ เพราะภาวะ risk-off ทั่วโลกน่าจะยังดำเนินต่อไป ท่ามกลางความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ และตลาดการเงินของจีนรวมถึงการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐขยับเพิ่มขึ้นหลังจากที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (non-farm payrolls) เดือนธันวาคมสูงกว่าประมาณการอย่างมีนัยสำคัญ ในตอนนี้ นักลงทุนไม่มั่นใจแล้วว่า FOMC จะเริ่มลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมีนาคม ในขณะเดียวกัน เราคาดว่าสถานการณ์ในตลาดจะสดใสขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ เพราะความคาดหวังเกี่ยวกับดอกเบี้ยสหรัฐอาจจะเปลี่ยนไปอีกหลังจากที่มีการประกาศตัวเลข CPI เดือนธันวาคมออกมาในวันพฤหัสบดี เรามองว่าการที่ตลาดย่อลงมาเป็นโอกาสให้กลับเข้ามาเก็งกำไรได้

 

 

จับตาความเห็นจากผู้บริหาร Fed, ตัวเลข CPI สหรัฐฯ รวมทั้งประเด็นข่าวเกี่ยวกับมาตรการ digital wallet และนโยบายราคาพลังงานของไทย

ปัจจัยต่างประเทศ: เหตุการณ์ทางด้านเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐกลับมามีความสำคัญกับตลาดมากขึ้นอีกครั้ง จากการที่นักลงทุนประเมินจังหวะที่สหรัฐจะลดดอกเบี้ย เราแนะนำให้นักลงทุนติดตาม i) ปาฐกถาของประธาน Fed สาขา Atlanta ในวันที่ 8 มกราคม ii) ปาฐกถาของนาย John Williams ซึ่งเป็น VP ของ Fed ในวันที่ 10 มกราคม และ iii) การประกาศตัวเลขดัชนีเงินเฟ้อ CPI เดือนธันวาคม ในวันที่ 11 มกราคม ถ้าหากดัชนี CPI ออกมาต่ำเกินคาดจะเป็นบวกกับตลาด และหนุนสินทรัพย์เสี่ยงได้

ปัจจัยในประเทศ: นักลงทุนควรติดตาม i) มติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับสองนโยบายด้านพลังงาน ซึ่งได้แก่ ราคาก๊าซ single pool และ การกำหนดค่าไฟใหม่ ii) คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าร่างกฎหมายเพื่อกู้เงิน 5 แสนล้านบาทมาใช้ในมาตรการ ‘digital wallet’ เพื่อกระตุ้นการบริโภค ซึ่งล่าสุดนายกฯ เศรษฐา แจ้งสื่อฯ ว่าได้ถูกส่งกลับมาแล้ว และรัฐบาลกำลังพิจารณาคำแนะนำของกฤษฎีกา

 

 

แนะนำให้เลี่ยงหุ้นที่อ่อนไหวกับอัตราดอกเบี้ยไปก่อนในช่วงสั้น ยังเน้นสะสมหุ้นเด่นตามกลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 1/2567

จากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกดีดตัวกลับขึ้นมาเพราะนักลงทุนปรับพอร์ตตามมุมมองเรื่องการลดดอกเบี้ยของสหรัฐ ดังนั้น เราจึงคิดว่าหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวกับอัตราดอกเบี้ยอาจจะอ่อนแอในระยะสั้น เรากำลังอยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจมหภาคก่อนที่จะมีคำแนะนำออกมาว่าควรจะเล่นหุ้นกลุ่มนี้อย่างไรดี เรายังคงแนะนำให้เน้นหุ้นเด่นกลุ่มอื่นตามกลยุทธ์ 1Q67 ของเรา โดยกลุ่มแรก คือหุ้นผู้บริโภคในหมวดสินค้าฟุ่มเฟือยที่จะได้อานิสงส์โดยตรงจากมาตรการ e-Refund ซึ่งได้แก่ CPN* และ HMPRO* กลุ่มที่สอง คือ หุ้นกลุ่มอาหารที่ผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในปี 2567 ซึ่งในกลุ่มนี้เราเลือก GFPT และ TU* เป็นหุ้นเด่น ส่วนกลุ่มที่สามคือหุ้นนิคมอุตสาหกรรมที่ยอดขายที่ดินมีแนวโน้มแข็งแกร่งใน 4Q66 และมี่ข่าวบวกจาก FDI ที่เกี่ยวข้องกับ EV โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจีน โดยในกลุ่มนี้ เราเลือก AMATA* และ WHA* เป็นหุ้นเด่น