กำไร 4Q66F มีแนวโน้มเติบโตทั้ง YoY และ QoQ
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- คาดกำไร 4Q66F เพิ่มขึ้น 49%YoY และ 47%QoQ : ภาพรวมการดำเนินงานในไตรมาสสุดท้ายของปี 66 มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ทั้งนี้สัดส่วนลูกค้าต่างชาติช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อยู่ที่ราว 50-60% เข้าใช้บริการสาขาในกรุงเทพฯและสาขาในเมืองท่องเที่ยวได้แก่ภูเก็ตและเชียงใหม่ 4Q66 โรงพยาบาลทันตกรรมกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล (BIDH) เริ่มบริการผ่าตัดขากรรไกรร่วมกับการจัดฟันทำให้สามารถบริการลูกค้าได้ครบวงจร ฝ่ายวิจัยคาดรายได้งวด 4Q66 ราว 253 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%YoY และ 10%QoQ ด้วยสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นปรับดีขึ้นสู่ 35.7% (อัตรากำไรขั้นต้น 9M66 เท่ากับ 35%) และกำไรสุทธิราว 26 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49%YoY และ 47%QoQ
- คงประมาณกำไรปี 66 ตามเดิมซึ่งเติบโต 55%YoY : งวด 3Q66 มีกำไรสุทธิ 17.7 ล้านบาท +7%YoY เนื่องจากรายได้บริการทันตกรรมเพิ่มขึ้นทั้งกลุ่มลูกค้าคนไทยและลูกค้าต่างชาติ และการปรับราคาขึ้น 10% ตั้งแต่เดือนม.ค.66 ชดเชยการลดลงของรายได้จากการขาย 6%YoY อัตรากำไรขั้นต้นงานบริการด้านทันตกรรมทรงตัวที่ 38% แต่อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายวัสดุปรับดีขึ้นสู่ 25% จาก 21% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นรวมปรับดีขึ้นเป็น 25% จาก 21% ใน 3Q65 โดยมีอัตรากำไรสุทธิ 7.3% ลดลงจาก 7.9% ใน 3Q65 งวด 9M66 มีกำไร 62.7 ล้านบาท +57%YoY คิดเป็น 71% ของประมาณการทั้งปีที่ 89 ล้านบาท และเรายังคงประมาณการตามเดิมซึ่งเติบโต 55%
- คงคาดการณ์กำไรปี 67 ตามเดิมซึ่งเติบโต 12% ต่อปี : ภาพรวมปี 67 มีแนวโน้มดีต่อเนื่อง ลูกค้าต่างชาติส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากทวีปยุโรป ออสเตรเลีย และอเมริกาที่เดินทางเข้ามาในไทยเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ประกอบกับคลินิกของกลุ่มบริษัทได้ใบรับรองการบริหารจัดการด้านการให้บริการทางทันตกรรมจาก JCI แห่งแรกของไทย ทำให้สัดส่วนลูกค้าต่างชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ในงวด 3Q66 BIDH มีสัดส่วนรายได้จากลูกค้าต่างชาติ 63% สำหรับปี 67 ฝ่ายวิจัยประมาณรายได้ราว 1,070 ล้านบาท +11%YoY ด้วยสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้น 35.4% ปรับดีขึ้นจากสมมติฐาน 35% ในปี 66 ส่งผลให้คาดการณ์กำไรสุทธิอยู่ที่ 100 ล้านบาท +12%YoY
- คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 8.70 บาทสำหรับปี 67 : ในการประเมินราคาเหมาะสมด้วยวิธี P/E Ratio ที่ระดับ 30 เท่าซึ่งใกล้เคียงกับอัตราการเติบโตเฉลี่ยของกำไรสุทธิปี 66 – 67 ที่ระดับ 32% และคาดกำไรต่อหุ้นปี 67 ราว 0.29 บาทได้ราคาเหมาะสมเท่ากับ 8.70 บาท ซึ่งยังมี upside จากราคาปิดล่าสุด ฝ่ายวิจัยจึงเริ่มต้นด้วยคำแนะนำ “ซื้อ”
ความเสี่ยง :
1. การขาดแคลนบุคลาการทางการแพทย์
2. การเปิดสาขาใหม่ไม่เป็นไปตามแผน
3. จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง
4. การไม่สามารถต่อสัญญาเช่าพื้นที่
5. การแข่งขันสูงในธุรกิจการให้บริการทันตกรรม









