ดัชนีฯ น่าจะแกว่งขึ้นได้บ้าง หนุนโดยแรงซื้อจากฝั่งสถาบันภายในประเทศในโค้งสุดท้ายของปี
ในสัปดาห์ที่แล้ว (18 – 22 ธันวาคม) ตลาดหุ้นไทยยังคงขยับขึ้นต่อแบบ sideways up ตามที่เราคาดไว้และปิดเหนือระดับจิตวิทยาที่ 1,400 จุด โดยสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกยังคงได้แรงหนุนจากความคาดหวังของนักลงทุนว่าจะทั้ง Fed และ ECB จะลดดอกเบี้ยลงอย่างจริงจังในปี 2567 สำหรับปัจจัยภายในประเทศก็เป็นเช่นเดียวกับที่เราระบุเอาไว้ โดยนักลงทุนสถาบันกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยโดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกเทขายหนักก่อนหน้านี้ เพื่อบริหารพอร์ตการลงทุนหลังจากที่ตลาดหุ้นไทยทรุดหนักในปี 2566
ในสัปดาห์นี้ (25 – 29 ธันวาคม) เราคาดว่าดัชนี SET จะแกว่งขึ้นต่อ และมีโอกาสปิดสิ้นปี 2566 ใกล้เคียงกับมูลค่าที่เหมาะสมปี 2566 ที่เราคำนวณเอาไว้ที่ 1,430 จุด โดยเช่นเดียวกับสัปดาห์สุดท้ายของทุกๆ ปี กระแสการลงทุนในหุ้นจากต่างชาติจะแผ่วลงไป และการเคลื่อนไหวของนักลงทุนสถาบันในประเทศจะมีอิทธิพลต่อตลาดมากกว่า เราคาดว่าสภาพคล่องที่ไหลเข้ามาจากกองทุน TESG ที่นักลงทุนเข้ามาซื้อเพื่อหักภาษี และการที่กองทุนเข้าซื้อเพื่อทำ window-dressing ก่อนปิดไตรมาสและปิดปีนี้ น่าจะช่วยหนุนตลาดหุ้นไทยได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มการบริโภคที่เน้นสินค้าฟุ่มเฟือย
(consumer discretionary) น่าจะโดดเด่นกว่าตลาด ก่อนที่มาตรการ e-Refund จะเริ่มในวันที่ 1 ม.ค. 2567
ไม่มีกำหนดออกตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญในต่างประเทศในสัปดาห์นี้ ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดือนพฤศจิกายนจะออกมาในวันพฤหัสบดี
ปัจจัยต่างประเทศ: ไม่มีกำหนดการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญในต่างประเทศในช่วงวันหยุดคริสต์มาส และปีใหม่ โดยเหตุการณ์ที่จะส่งผลให้ตลาดขยับน่าจะเกิดขึ้นในสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม ซึ่งจะมีการเปิดเผยผลสำรวจ ISM เดือนธันวาคม และตัวเลขการจ้างงานรายเดือนของสหรัฐ
ปัจจัยในประเทศ: ตลาดการเงินของไทยจะเปิดทำการ 4 วันในสัปดาห์นี้ จนถึงวันพฤหัสบดี และปัจจัยโดยรวมน่าจะเงียบ ๆ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีกำหนดรายงานตัวเลขเศรษฐกิจเดือนพฤศจิกายนในวันพฤหัสบดี สำหรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลนั้น คาดว่ามาตรการ e-Refund ที่จะดำเนินการระหว่างวันที่ 1 มกราคม –15 กุมภาพันธ์ 2567 จะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ 70,000-100,000 ล้านบาท
แนะนำเก็งกำไรหุ้น big cap ที่ลงมาแรงๆ ก่อนหน้านี้ รวมทั้งเข้าลงทุนหุ้นเด่นสำหรับกลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 1/2567 ของเรา
เนื่องจากตลาดอาจจะกำลังเข้าสู่ช่วงขึ้นส่งท้ายปี เราแนะนำให้นักลงทุนซื้อเก็งกำไรหุ้น big cap ที่ถูกเทขายหนักในช่วงหลายเดือนมานี้ อย่างเช่น AOT* และ CPALL* ทั้งนี้ เรายังคงเน้นหุ้นตามกลยุทธ์การลงทุนใน 1Q67 ของเรา โดยกลุ่มแรกคือ หุ้นของผู้บริโภคในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งจะได้อานิสงส์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นการบริโภค อย่างเช่น e-Refund ซึ่งได้แก่ CPN*, GLOBAL* และ HMPRO* กลุ่มที่สอง เรายังมองบวกกับประเด็นการฟื้นตัวของกลุ่มอาหาร ซึ่งคาดว่ากำไรจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2567 โดยในกลุ่มนี้ เราเลือก GFPT และ TU* ส่วนกลุ่มที่สาม คือหุ้นนิคมอุตสาหกรรม ส่วนกลุ่มที่สาม คือกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่ยอดขายที่ดินมีแนวโน้มแข็งแกร่งใน 4Q66 และมีกระแสข่าวบวกจาก FDI ที่เกี่ยวข้องกับ EV โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจีน ซึ่งในกลุ่มนี้ เราเลือก AMATA* และWHA* สำหรับกลุ่มสุดท้าย เรามองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลงอย่างต่อเนื่องใน 1Q67 จะเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ อย่างเช่น SAWAD* และ TIDLOR*









