ในสัปดาห์ที่แล้ว (4 – 8 ธันวาคม) ตลาดหุ้นไทยยังคงขยับลงแบบ sideways down ซึ่งอ่อนแอกว่าที่เราคาดไว้ ถึงแม้ว่าปัจจัยภายนอกอย่างเช่น ความคาดหมายว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกลงในปี 2567
และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจะช่วยหนุนภาวะของสินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวม แต่หุ้นไทยยังคงเผชิญกับแรงกดดันภายในประเทศสองสามด้าน ได้แก่ ความกังวลเกี่ยวกับจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ชะลอตัวลง, ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ลดลงต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน, ท่าทีที่ยังไม่ชัดเจนของรัฐบาลเรื่องค่าไฟฟ้า, และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นการบริโภคโดยเฉพาะ digital wallet
ในสัปดาห์นี้ (12 – 15 ธันวาคม) เรายังคงมองกลาง ๆ กับดัชนี SET และคาดว่าราคาหุ้นน่าจะพักฐาน โดยในสัปดาห์นี้จะเป็นสัปดาห์ของการประชุมธนาคารกลาง ทั้ง FOMC, ECB และ BoE are set to ซึ่งในภาพรวม เราคาดว่าการตัดสินใจของธนาคารกลางประเทศต่างๆ จะขึ้นอยู่กับข้อมูลทางเศรษฐกิจและน่าจะส่งสัญญาณว่าจะยังไม่ปรับดอกเบี้ยในระยะสั้น โดยอาจจะยังเปิดช่องสำหรับการลดดอกเบี้ยในปี 2567 ทั้งนี้ เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน และผู้คนเริ่มหันมามองบวกมากขึ้นกับตลาดพันธบัตรในช่วงนี้ ดังนั้น กระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นจึงน่าจะยังอ่อนแอ โดยเรามองว่าในสัปดาห์นี้ การคัดหุ้นแบบ bottom-up น่าจะยัง outperform หุ้น large-cap ตามปกติต่อไป
ติดตามท่าทีนโยบายการเงินปี 2567 ของ Fed, ECB และ BoE รวมถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับการขึ้นค่าแรงและปรับค่าไฟของไทย
ปัจจัยต่างประเทศ: ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ของการประชุมธนาคารกลาง โดย FOMC จะประกาศผลการประชุมในคืนวันพุธตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตลาดคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ที่ 5.50% และจะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจ และกราฟ dot-plot ส่วนในวันพฤหัสบดี ECB และ BoE น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้เท่าเดิม และส่งสัญญาณว่าจะดำเนินนโยบายแบบยืดหยุ่นมากขึ้นในระยะต่อไป
ปัจจัยภายในประเทศ: ในสัปดาห์นี้ ไม่มีกำหนดเผยแพร่ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของไทย แต่คณะรัฐมนตรีน่าจะพิจารณาสองสามเรื่องที่อาจจะส่งผลต่อตลาดหุ้น เรื่องแรก คือ นายกเศรษฐาได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 6-18 บาททั่วประเทศ และมีแผนจะผลักดันให้ขึ้นมากกว่านั้น เรื่องที่สองคือรัฐบาลยังต้องตัดสินใจเรื่องอัตราค่าไฟฟ้า
ยังไม่มีปัจจัยกระตุ้นตลาด กลยุทธ์เดือนธันวาคมยังคงเน้นคัดหุ้นแบบ bottom-up
เนื่องจากเรามองว่าตลาหุ้นไทยจะยังไม่ไปไหนในระยะสั้น ในขณะที่กระแสเงินทุนไหลเข้าหุ้นยังอ่อนแอ กลยุทธ์เดือนธันวาคมของเราจึงยังคงเกาะอยู่กับการคัดหุ้นแบบ bottom-up โดยในกลุ่มแรก เราชอบหุ้นสินค้าฟุ่มเฟือยที่จะได้อานิสงส์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคอย่าง e-Refund ซึ่งได้แก่ CPN*, GLOBAL* และ HMPRO* กลุ่มที่สอง เรายังคงมองบวกกับหุ้นที่มีประเด็นการฟื้นตัวในกลุ่มอาหาร ซึ่งคาดว่ากำไรจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2567 โดยในกลุ่มนี้เราเลือก RBF และ TU*
ส่วนกลุ่มที่สาม คือกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่ยอดขายที่ดินมีแนวโน้มแข็งแกร่งใน 4Q66 และมีกระแสข่าวบวกจาก FDI ที่เกี่ยวข้องกับ EV โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจีน ซึ่งในกลุ่มนี้ เราเลือก AMATA* และ WHA*









