ทางเทคนิค คาด SET Index ปรับตัวสูงขึ้น แนวต้าน 1,395/1,404 จุด (EMA 10 วัน) แนวรับ 1,373/1,366 จุด โดยลุ้นข่าวดีจากผลประชุมครม. และตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ลดลง ส่วนแนวโน้มทางเทคนิคที่เกิดรูปแบบ V คว่ำ กรอบ 1,366.19-1,431.51 จุด
ทำให้ดัชนีฯ อยู่ระหว่างเลือกข้างว่าจะลงมาทดสอบแนวรับที่เป็นจุดต่ำสุดเดิม เพื่อรอสัญญาณต่อไปว่า ดัชนีฯจะดิ่งลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่ที่บริเวณ 1,350 จุด หรือสร้างรูปแบบ Reversal แบบ W-Shape เพื่อรีบาวนด์กลับไปที่ 1,431 จุด อีกครั้ง
ประเด็นสำคัญวันนี้ ได้แก่
+/-3Q23 Earnings Results: คาดส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นรายหลักทรัพย์หรือรายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง หากออกมาดีหรือแย่กว่าคาดการณ์ โดยไฮไลท์วันนี้ บจ.ไทย จำนวนมากทยอยประกาศงบวันนี้ อาทิ ERW STEC AMATA BTS EGCO IVL ORI SAWAD TLI ฯลฯ ส่วนบจ.ในต่างประเทศ ได้แก่ Home Depot (คาด EPS USD3.80 Vs ครั้งก่อนหน้า USD4.24), Mitsubishi UFJ Financials (Japan) คาด 26.09 เยน Vs เดิม 9.47 เยน ฯลฯ
+ผลประชุมครม.: คาดว่าจะมีประเด็นเรื่องมาตรการแก้หนี้ของภาคประชาชน โดยทางรัฐบาลคาดว่าจะเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน ส่วนกระทรวงการคลังจะมีการหารือกับ FETCO และสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เพื่อหารือเกี่ยวกับเกณฑ์การจัดตั้งกองทุนระยะยาวใหม่ เพื่อทดแทนกองทุน SSF ที่จะครบกำหนดในปี 2024 โดยคาดว่าจะเป็นกองทุน LTF ที่ลงทุนหุ้น ESG (คาดส่งผลดีต่อดัชนี ESG Index ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีขนาด Market Cap ประมาณ 72% ของตลาดรวม และมีจำนวนหุ้นที่คำนวณอยู่ในดัชนี 193 บริษัท)
+/-MSCI ทบทวนรายไตรมาส คาดส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นรายตัว: การทบทวนรายไตรมาสจะประกาศคืนนี้ (ตรงกับเวลาเช้าวันพุธที่ 15 พ.ย. ของไทย) โดยตลาดคาดว่าจะมี 3 บจ. ที่ได้ถูกเพิ่มคำนวณ โดยจะมีผลต่อราคาปิด ณ สิ้นวันที่ 30 พ.ย. ได้แก่ WHA TU CENTEL ในทางตรงกันข้ามจะมี 4 บจ. ที่ถูกถอดออกจากการคำนวณ ได้แก่ EGCO RATCH MTC BGRIM
ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญวันนี้ ได้แก่
+US: ตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ต.ค. Consensus คาด อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือน ต.ค. มีแนวโน้มอ่อนลงชั่วคราว (แต่ตลาด Price-in ล่วงหน้าไปบ้างแล้ว) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาน้ำมันดิบโลกที่หดตัว -6.9% MoM มาที่ 81 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ในเดือน ต.ค. 2023 (Figure 2) คาดว่าจะกดดันให้ Cost push inflation (สัดส่วน 40% ของตะกร้าเงินเฟ้อ) ชะลอตัวลง ขณะที่ Demand pull inflation (สัดส่วน 60% ของตะกร้าเงินเฟ้อ) มีแนวโน้มปรับตัวลดลงเช่นกัน หลังตัวเศรษฐกิจสำคัญในเดือน ต.ค. ปรับลดลงจากเดือนก่อน อาทิ ISM Manufacturing PMI 46.7 (Vs เดือนก่อนหน้า 49), ISM Service PMI 51.8 (53.6), Non-farm payroll 150k (297k), Unemployment rate 3.9% (3.8%) และ Wages +0.2% MoM (0.3% MoM) ปัจจัยดังกล่าวทำให้ Consensus คาดอัตราเร่งของเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในเดือน ต.ค. 2023 จะเร่งในอัตราลดลงมาที่ 0.1% MoM (Vs 0.4% MoM) และ 3.3% YoY (Vs 3.7% YoY) (Figure 1)
KTX มองว่า ปัจจัยดังกล่าวอยู่ในการรับรู้ของตลาด (Price-in) อยู่แล้ว สะท้อนจากการปรับลดลงก่อนหน้าของ US 10Y Bond Yield ลงมาที่ 4.47% (จากจุดสูงสุดที่ 5% ในเดือน ต.ค.) ดังนั้น หากอัตราเงินเฟ้อเป็นไปตามคาด จะไม่ทาให้เกิด Positive surprise แต่ในทางกลับกันหากผิดคาดจะทาให้เกิด Negative surprise ต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
-EU: รายงาน 3Q23E GDP Growth ครั้งที่ 2 คาดเติบโต -0.1% QoQ, +0.1% YoY (Vs 2Q23 GDP Growth +0.2% QoQ, +0.5% YoY) เราคาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจอียู มีความเสี่ยงเกิดภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจเติบโตต่ำ ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง) โดยทั้งปี 2023E คาดเติบโตลดลงเหลือ +0.6% YoY Vs 3.5% YoY ในปี 2022 ส่วนเงินเฟ้อปี 2023 คาดขยายตัว 6.3% ก่อนลดลงเหลือ 3% ในปี 2024E ทั้งนี้ ผลจากนโยบายดอกเบี้ยสูงและเศรษฐกิจเติบโตต่ำ ส่งผลต่อแนวโน้มผลกำไรบจ.อียู ปี 2024E มีความเสี่ยงเชิงลบ
กลยุทธ์ลงทุน แนะนำ เก็งกำไรบจ. ที่มีประเด็นบวก ได้แก่ BCP (ธุรกิจมี Diversified ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ และคาดกำไรปี 2024E เติบโตดี) CENTEL TU (แนวโน้มกำไรดีขึ้น และอาจได้ถูกเพิ่มคำนวณในดัชนี MSCI)
Strategic daily picks
BCP ปิด 42.00 บาท/แนวรับ 40.00 บาท แนวต้าน 44.00 บาท
รายงานกำไรสุทธิ 3Q23 ที่ 1.10 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 346% YoY และ EBITDA 1.38 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% YoY จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ปรับขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ ปริมาณการจำหน่ายของธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น ธุรกิจพลังงานไฟฟ้ามีการรับรู้การผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในสปป.ลาว เต็มไตรมาส และรับรู้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2 โครงการ และรับรู้ผลการดำเนินงานของ ESSO ในสัดส่วน 76.34% Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิปี 2023 ที่ 1.26 หมื่นล้านบาท (-0.91% YoY) และมูลค่าเหมาะสมที่ 46.41 บาท
CENTEL ปิด 44.00 บาท/แนวรับ 42.00 บาท แนวต้าน 46.50 บาท
รายงาน 3Q23 มีรายได้รวม 5.42 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% YoY โดยสัดส่วนของรายได้จากธุรกิจโรงแรมต่อรายได้จากธุรกิจอาหาร อยู่ที่ 43% : 57% (3Q22=34% : 66%) และกำไรสุทธิ 73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 194% YoY ขณะที่ต้นทุนการเงินอยู่ที่ 280 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 96 ล้านบาท เทียบกับปีก่อน เนื่องจากผลกระทบทางการบัญชีจากสัญญาเช่าโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ โอซาก้า และการต่อสัญญาเช่าโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท หัวหิน จำนวน 67 ล้านบาท และอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้น Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิปี 2023 ที่ 1.43 พันล้านบาท (+259.73% YoY) และมูลค่าเหมาะสมที่ 50.84 บาท
TU ปิด 13.80 บาท/แนวรับ 13.20 บาท แนวต้าน 14.50 บาท
คาดว่า อัตรากำไรใน 2H23E ดีขึ้นจาก 1H23 ตามราคาวัตถุดิบที่ลด รวมทั้งแนวโน้มกำไรที่คาดผ่านจุดต่ำสุดในปี 2023E และกำลังจะฟื้นตัวในปี 2024-25E ผนวนกับการลดทุนจากการตัดหุ้นซื้อคืน ทำให้แนวโน้มกำไร 2 ปีข้างหน้าเติบโต 11% ต่อปี นอกจากนี้ คาด TU ให้อัตราปันผลตอบแทน 4.7-5.8% ต่อปี ในปี 2023-25E โดดเด่นสุดในกลุ่มโปรตีน KTX คงคำแนะนำ Outperform ด้วยมูลค่าเหมาะสม 14.30 บาท (วิธี Earning yield ด้วยอัตราผลตอบแทนคาดหวัง 8.7%)









