ภาพรวมยังน่าจะแกว่งลงต่อ เงินบาทกลับมาอ่อนค่า กดดันฟันด์โฟลว์ ในสัปดาห์ที่แล้ว (6 – 10 พฤศจิกายน) ตลาดหุ้นไทยย่อตัวลง ซึ่งแย่กว่าที่เราคาดเอาไว้ และกลับลงมาต่ำกว่าระดับจิตวิทยาที่ 1,400 จุดอีกครั้ง
โดยปัจจัยลบที่กดดันตลาดในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้แก่ i) ตัวเลขการส่งออกเดือนตุลาคมของจีนที่อ่อนแอเกินคาด ii) ปาฐกถาของนาย Jerome Powell ประธาน Fed ที่เปิดช่องให้ Fed ขึ้นดอกเบี้ยอีก iii) ทางการไทยยังไม่ได้มีการออกมาตรการควบคุมการขาย short ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนบางส่วนมีความกังวลในขณะนี้ และ iv) นักลงทุนกลับมาเป็นกังวลเกี่ยวกับวินัยทางการคลังของไทย หลังจากที่รัฐบาลเปิดเผยแผนการกู้เงิน 5 แสนล้านบาทเพื่อมาดำเนินมาตรการ digital wallet สำหรับประชาชนประมาณ 50 ล้านคน โดยในเบื้องต้น คนที่เข้าข่ายต้องมีเงินเดือนไม่เกิน70,000 บาท หรือมีเงินฝากธนาคารไม่เกิน 500,000 บาท
สำหรับในสัปดาห์นี้ (13-17 พฤศจิกายน) เรามองว่าดัชนี SET น่าจะลงต่อ ประการที่หนึ่ง โมเมนตัมของค่าเงินบาทอ่อนแอลง อย่างน้อยก็ในระยะสั้น หลังจากที่รัฐบาลประกาศว่าจะเพิ่มหนี้สาธารณะ ดังนั้น เราจึงคาดว่ากระแสเงินลงทุนในหุ้นจากต่างชาติน่าจะยังคงอ่อนแอ ประการที่สอง นักลงทุนยังคงไม่มั่นใจว่ามาตรการ digital wallet จะออกมาได้จริงหรือไม่ เนื่องจากมีความท้าทายในการออกพรบ. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา ประการที่สาม นักลงทุนบางส่วนมี
ความกังวลกับความผันผวนของตลาดหุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ทางการไทยยังไม่ได้ประกาศมาตรการเพื่อควบคุมการขาย short ใดๆ ออกมา
ติดตาม CPI และ ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ รวมถึง ความคืบหน้า พรบ. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท
ปัจจัยภายนอก: นักลงทุนควรติดตาม i) การเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หลังจากที่ Moody’s ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐเป็นลบอย่างเหนือความคาดหมาย จากความกังวลเกี่ยวกับภาวะขาดดุลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และการที่ต้องปิดหน่วยงานภาครัฐอยู่บ่อย ๆ ii) ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่จะประกาศออกมาในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ CPI เดือนตุลาคม (ในวันที่ 14 พฤศจิกายน) และยอดค้าปลีก (ในวันที่ 15 พฤศจิกายน) ทั้งนี้ ถ้าตัวเลข core CPI ออกมาสูงกว่า consensus ที่ 4.1% YoY ก็อาจจะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐขยับสูงขึ้นได้
ปัจจัยภายในประเทศ: เกิดกระแสความกังวลรอบใหม่เกี่ยวกับวินัยทางการคลังของรัฐบาลไทย ดังจะเห็นได้จากการที่เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว หลังจากที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่ารัฐบาลจะขอให้สภาพิจารณาอนุมัติ พรบ. เงินกู้ 5 แสนล้านบาทเพื่อมาใช้ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน digital wallet เรามองว่า พรบ. ฉบับนี้จะถูกตรวจสอบอย่างละเอียดโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และ หน่วยงานป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชัน และวุฒิสภา ดังนั้น นักวิเคราะห์ของเราจึงยังไม่ใส่ผลของการบริโภคที่จะถูกกระตุ้นโดยมาตรการ digital wallet เข้ามาประมาณการกำไรปี 2567
ยังเกาะอยู่กับธีมการลงทุนอย่างเช่น ดอกเบี้ยกำลังถึงจุดสูงสุดแล้ว, หุ้นที่ได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจสหรัฐ และหุ้นที่รายงานผลประกอบการ 3Q66 แข็งแกร่ง
เนื่องจากเรามองว่าตลาดน่าจะลงต่อในสัปดาห์นี้ เราจึงยังคงแนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้น large-cap ทั่วไป และเน้นธีมการลงทุนเฉพาะ อย่างเช่น i) ดอกเบี้ยกำลังถึงจุดสูงสุดแล้ว (SAWAD*, MTC*) ii) หุ้นที่จะได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง (TU*) และ iii) หุ้นที่ผลประกอบการ 3Q66 แข็งแกร่ง (RBF, AU, SPA)









