GDP สหรัฐฯ ไตรมาส 3/66 ออกมาที่ +4.9% QoQ สูงกว่าที่ตลาดคาดที่ +4.5% แต่ต่ำกว่าแบบจำลอง GDP Now ของเฟดแอตแลนต้าที่ +5.4%
ทั้งนี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับลดลงเล็กน้อยหลังขยับขึ้นก่อนประกาศ GDP ไตรมาส 3 ไปล่วงหน้าแล้ว ส่งผลให้วันนี้ตลาดหุ้นในฝั่งเอเชียมีโอกาสฟื้นตัวได้บ้างหลังปรับตัวลดลงแรงวานนี้ อย่างไรก็ตามในระยะสั้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอาจยังแกว่งตัวขึ้นได้บ้างจากหลายปัจจัย ได้แก่ 1) การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ 2) ความคาดหวังต่อการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ 1 พ.ย. 3) การประกาศวงเงินขายพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ 1 พ.ย. 4) การลดขนาดงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐฯ // ทั้งนี้เรามองแรงกดดันการลงทุนเมื่อเข้าสู่ พ.ย.จะเริ่มลดลง
ยังคงมุมมองอยู่ในช่วงผันผวนก่อนที่จะฟื้นตัว (แต่ไม่ใช่ทุกกลุ่ม) เรายังให้น้ำหนักกับการที่เงินเฟ้อชะลอตัวลงต่อเนื่อง (Disinflation) จะเป็นปัจจัยช่วยกดให้ผลตอบแทนพันธบัตรทยอยปรับลดลง ซึ่งจะหนุนการฟื้นตัวของสินทรัพย์เสี่ยง อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไทยต่ำกว่าสหรัฐฯ และผลตอบแทนพันธบัตรยังคงมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงในปี 2567 จะทำให้ในเชิงของการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน (asset allocation) จะเกิดภาพดังนี้ 1) ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าจากเงินทุนไหลออก 2) เงินทุนที่ไหลออกส่วนใหญ่มีแนวโน้มมาจากตลาดตราสารหนี้ 3) เกิดภาวะหุ้นซื้อขายด้วยระดับ PER ที่ลดลง (de-rating) 4) หุ้นที่มีโอกาสฟื้น จะเป็นกลุ่มที่มีลักษณะหลายๆประการเหล่านี้รวมกัน อาทิ ได้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่า/ ซื้อขายด้วย Valuation ไม่แพง / มีปันผลในระดับสูง / มีโมเมนตัมการเติบโตของกำไรที่ดี
ภาพรวมกลยุทธ์: มีโอกาสฟื้นตัวระยะสั้นจากผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับลดลง ระวังแรงทำกำไรในกลุ่มที่ Outperform มากตั้งแต่ต้นปี ภาพการเก็งกำไรยังเน้นกลุ่ม valuation ไม่แพงและปันผลสูงจะเริ่มมี downside จำกัด
หุ้นแนะนำ: MAJOR*, TU*, SCGP*
แนวรับ: 1,350 / แนวต้าน : 1,388-1,400 จุด
สัดส่วนลงทุน: เงินสด 40% vs พอร์ตหุ้น 60%
ประเด็นการลงทุนที่น่าสนใจ
บอนด์ยีลด์ 10 ปีย่อตัว แต่ยังยืนเหนือ 4.9% หลังเผย GDP แกร่ง - อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับตัวลงในวันนี้ แต่ยังคงอยู่เหนือระดับ 4.9% หลังการเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3/2566 ที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) (อินโฟเควสท์)
ตลาดหลักทรัพย์ ยืนยันหุ้นไทย ดิ่งตามต่างประเทศ ต่างชาติขาย 1.7 แสนล้าน- ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า SET ดิ่งตามต่างประเทศ ไม่พบเทรดผิดปกติทั้งชอร์ตเซลและพอร์ตโบรกเกอร์ เชื่อสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย หุ้นไทย ฟื้น ต่างชาติขาย 1.7 แสนล้าน เป็นเงินลงทุนสั้น (อินโฟเควสท์)
ธ.ค.นี้ ลุ้นบอร์ดค่าจ้างเคาะค่าแรง 400 บาท “พิพัฒน์” ย้ำ ไม่เท่ากันทั้งประเทศ - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2566 ว่า ค่าแรงขั้นต่ำอัตราใหม่จะมีการประกาศในเดือนธันวาคม 2566 ส่วนจะปรับเป็น 400 บาทหรือไม่ ยังไม่กล้าประกาศออกไปก่อนที่คณะกรรมการค่าจ้าง จะเคาะอัตราค่าจ้างใหม่ ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2567 และยังต้องดูค่าเงินเฟ้อในประเทศด้วย (ไทยรัฐ)
ค่าไฟ ปี 2567 แนวโน้มขาขึ้น คาดค่า Ft งวด ม.ค.-เม.ย.67 ทะลุ 4 บาท/หน่วย – เลขาธิการ สำนักงานกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ค่าไฟ ปี 2567 ยังมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ซึ่งมาจากหลายปัจจัย ทั้งอัตราแลกเปลี่ยน ราคาพลังงานโลก โดยเฉพาะราคานำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่สูงมากขึ้น (การเงินการธนาคาร)
ประเด็นติดตาม: 27 ต.ค. – US Core PCE / 30 ต.ค. – China PMI / 31 ต.ค. – EU CPI, US – CB Consumer Confidence / 1 พ.ย. - US Nonfarm Employment Change, PMI, JOLTs Job Openings, Fed Interest Rate Decision, FOMC Press Conference / 2 พ.ย. - Initial Jobless Claims
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)









