วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง การลงทุน Equities ยังคงมีความเสี่ยงเชิงลบ

ทางเทคนิค คาด SET Index อ่อนตัว แนวรับ 1,380/1,375 จุด แนวต้าน 1,404/1,415 จุด โดยดัชนีฯ ยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางขาลง จากอิทธิพลของรูปแบบขาลง Rounding Top (U คว่า-shape) กรอบ 1,187-1,716 จุด ที่ทำไว้ตั้งแต่ช่วงเดือน ก.พ. 2020 เป็นต้นมา

และมีแนวรับย่อยที่อาจเกิดรีบาวนด์ที่ 1,375/1,3420 จุด ตามลำดับ ทั้งนี้ การเข้าลงทุนใหม่จะรอเกิดสัญญาณกลับตัว Hammer (เกิดแท่งเทียนที่ปิดใกล้ระดับสูงสุดของวัน หลังจากระหว่างวันดิ่งแรงอย่างมีนัย)

ประเด็นสำคัญวันนี้ นอกเหนือจากข่าวดี ยิลด์พันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปี ที่เริ่มลดลงจากระดับสูงสุดรอบ 16 ปี ที่ 5% และการกลับมาอ่อนค่าของสกุล USD รับข่าว Bill Ackman นักลงทุนรายใหญ่ในสหรัฐฯ ที่ส่งสัญญาณกลับมา Short Covering ตลาดพันธบัตร เนื่องจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยปรับสูงขึ้นจาก Geopolitical Risks แล้ว  ปัจจัยวันนี้ จับตารายงานผลกำไรบจ.สหรัฐฯ ที่อาจเป็นปัจจัยพลิกโมเมนตัมตลาดหุ้นโลก ให้กลับมาเป็น Positive ได้ อิงการคาดการณ์ว่า 3Q23E EPS Growth จะเติบโตสูงกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ -0.4% YoY (Factset) บนสมมติฐานการเติบโตของ US 3Q23E GDP สูงถึง 4.1-5.4% QoQ (Bloomberg/Fed Atlanta) หรือประมาณ 2.4-2.8% YoY (ประกาศวันพฤหัสบดี) อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของตลาดหุ้น คาดว่าจะเป็นเพียงระยะสั้น อิงผลสำรวจผจก.กองทุนโลก ที่ยังคงลดความเสี่ยงการถือครองหุ้น โดยการหันไปถือเงินสดหรือพันธบัตร ทดแทน Equities

วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง การลงทุน Equities ยังคงมีความเสี่ยงเชิงลบ

ประเด็น:

+/-3Q23E Earnings Results: จับตา รายงานผลกำไรของ Meta (คาด USD3.64 Vs USD1.64) Boeing (คาด USD -3.23 Vs -USD6.18) IBM (คาด USD2.13 Vs USD1.81) Hilton (คาด USD1.66 Vs USD1.31) โดยจะเป็นโมเมนตัมบวกต่อรายอุตสาหกรรม หากรายงานผลกำไรออกมาดีกว่าคาดการณ์

+US: รายงานตัวเลข New Home Sales เดือน ก.ย. โดย Consensus คาดว่าเติบโต -11% MoM เป็น 0.68 ล้านหลัง (Vs เดือน ส.ค. -8.7% MoM เป็น 0.675 ล้านหลัง) ทั้งนี้ หากรายงานออกมาสูงกว่าคาดการณ์ คาดว่าจะเป็นปัจจัยกดดันต่อยิลด์พันธบัตรสหรัฐฯ มีโอกาสปรับสูงขึ้น อิงแนวโน้มที่เฟดจะคงดอกเบี้ยยาวนาน Higher For Longer มีความเป็นไปได้สูงขึ้น
 

-FMS เดือน ต.ค.: ผลสำรวจผู้จัดการกองทุนโลกเดือน ต.ค. ของ Bank of America (Figure 1) พบว่า ส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงลบต่อ Equities เห็นได้จากยังคงปรับลดน้ำหนักลงทุน Equities ลง -1 ppt เป็น 4% Underweight ซึ่งเป็นระดับแย่สุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2022 ทั้งนี้ ตลาดหุ้น US Equities ยังคงดูดีสุด Net 6% OW (จากเดิม Net 7% OW ) ขณะที่ EU Equities ถูกลดน้ำหนักลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 19% UW (จากเดิม 10% UW) ส่วนรายอุตสาหกรรม มีการย้ายการลงทุนจากกลุ่ม Consumer Staples/Utilities (High Leverage) ไปยังกลุ่ม Energy/Commodities (Geopolitics) Telecoms ทดแทน

ขณะเดียวกันปรับเพิ่มน้ำหนัก Cash สูงขึ้น +0.4 ppt เป็น 5.3% (จากเดิม 4.9%) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2023 ด้วยน้ำหนัก 29% Overweight (ระดับสูงสุด Max Bear อยู่ที่ 6.3% เมื่อเดือน ต.ค. 2022) เพราะกังวลต่อการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย และความเสี่ยงของเสถียรภาพการเงิน จากผลกระทบของนโยบายการเงิน และเครดิตของกิจการ อย่างไรก็ดี ระดับการถือครอง Cash ที่สูงกว่า 5% ถือว่าเป็นสัญญาณซื้อ Equities เช่นกัน (อิงสถิติปี 2011 เป็นต้นมา พบว่า หากซื้อตามสัญญาณดังกล่าว ตลาดหุ้น S&P500 จะให้ผลตอบแทน 2% 4% 7% ในช่วงถัดไป 2 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือน ตามลำดับ

ทั้งนี้ Bank of America คาดว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงมีความเสี่ยงเชิงลบ (Figure 2) ขณะที่การแรลลี่ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ รวมถึงตลาดหุ้นโลก จะเกิดขึ้นอย่างมีนัย ต่อเมื่อ Consensus ทุกฝ่ายเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ย (60% คาดว่าเฟดสิ้นสุดวงจรดอกเบี้ยขาขึ้นแล้ว และ 30% คาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก ใน 2H24 ขณะที่มี 10% (จาก 5%) คาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยหลังจากผ่านปี 2024 ไปแล้ว ซึ่งต่างจาก Dot Plot ของเฟด ที่อาจเป็น Higher for Longer)

กลยุทธ์ลงทุน แนะนำ PTT TOP ROJNA รับโมเมนตัมบวก จาก Commodity Plays/การย้ายฐานลงทุนของต่างชาติ

 

Strategic daily picks

PTT    ปิด 32.75 บาท/แนวรับ 31.50 บาท แนวต้าน 35.00 บาท

PTT เผยการลงทุนยานยนต์ไฟฟ้า 4 ล้อที่ร่วมลงทุนกับฟ็อกซ์คอนน์ เทคโนโลยี กรุ๊ป ได้เริ่มก่อสร้างโรงงานแล้วและคาดจะออกสู่ตลาดได้ภายในปี 2024 กำลังการผลิต 5 หมื่นคัน/ปี ในระยะแรก และจะขยายกำลังการผลิตไปถึง 1.5 แสนคัน/ปี ภายในปี 2030 เพื่อให้สอดรับกับความต้องการใช้ EV ภายในประเทศและภูมิภาคอาเซียนที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิปี 2023 ที่ 9.82 หมื่นล้านบาท และมูลค่าเหมาะสมที่ 38.60 บาท

 

TOP   ปิด 49.25 บาท/แนวรับ 47.50 บาท แนวต้าน 51.75 บาท

ตลาดการกลั่นปี 2024E คาดจะลดความตึงตัวลง YoY โดยคาดการณ์การเพิ่มขึ้นของอุปทานการกลั่นใหม่สุทธิที่ 1.8 ล้านบาร์เรล/วัน ใกล้เคียงกับการเติบโตของความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งคาดว่าจะทำให้ค่าการกลั่นอ่อนตัวลง YoY ทั้งนี้ KTX คาด market GRM ของ TOP ที่ USD8.7/บาร์เรล ในปี 2024E และคาดกำไรสุทธิที่ 15.1 พันล้านบาท ในปี 2023E, 14.1 พันล้านบาท ในปี 2024E และ 19.7 พันล้านบาท ในปี 2025E (vs. ฐานกำไรสุทธิที่สูงผิดปกติในปี 2022 ที่ 32.7 พันล้านบาท) และประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 61.7 บาท

 

ROJNA    ปิด 5.95 บาท/แนวรับ 5.60 บาท แนวต้าน 6.50 บาท

ROJNA มีที่ดินในมือกว่า 7 พันไร่ ที่สามารถรองรับการขายได้กว่า 3-4 ปี ซึ่งขณะนี้มีลูกค้าเจรจาซื้อที่ดินต่อเนื่อง โดยเฉพาะจีนที่ติดต่อซื้อที่ดินแปลงใหญ่มากขึ้นในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่มีการเติบโตดี ทั้งนี้ ใน 1H23 สามารถทำยอดขายที่ดินไปแล้วกว่า 1 พันไร่ และคาดในช่วงที่เหลือของปีจะสามารถปิดดีลขายที่ดินได้เพิ่ม Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิปี 2023 ที่ 1.27 พันล้านบาท และมูลค่าเหมาะสมที่ 7.57 บาท

วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง การลงทุน Equities ยังคงมีความเสี่ยงเชิงลบ