กำไรสุทธิของ SCB ใน 3Q66 อยู่ที่ 9.7 พันล้านบาท (-19% QoQ -6% YoY) ต่ำกว่า consensus/ประมาณการของเรา 9%/7% เนื่องจากค่าใช้จ่ายสำรองฯ (credit cost) สูงเกินคาด และ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากค่าใช้จ่ายด้านการตลาด
ดังนั้น กำไรสุทธิในงวด 9M66 จึงอยู่ที่ 3.2 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 81% ของประมาณการกำไรเต็มปีของเรา ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาไส้ในงบ 3Q66
NIM เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลง
NIM เพิ่มขึ้น 7bps QoQ และ 38bps YoY (น้อยกว่าธนาคารอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น 15-20bps QoQ) เพราะธนาคารจัดชั้นหนี้ปรับโครงสร้างที่ประสบปัญหาใหม่ และ ตัดรายได้ดอกเบี้ยที่ไม่ได้รับจากลูกหนี้กลุ่มดังกล่าวซึ่งไม่สามารถชำระหนี้ตามกำหนดได้ออกไป นอกจากนี้ yield ของสินเชื่อ H/P และสินเชื่อจดจำนองยังถูกกดดันเพราะไม่สามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ได้
NII และ non-NII ยังคงแข็งแกร่ง
สินเชื่อที่ขยายตัว 1% QoQ และ 3.4% YTD รวมถึง NIM ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ NII เพิ่มขึ้น 2.4% QoQ และ 14% YoY ใน 3Q66 ในขณะที่กำไรจากกำไรทางบัญชีในเงินลงทุน (FVTPL) ที่สูงเกินคาดช่วยหนุน non-NII แม้ว่าค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมการธนาคารหลักจะพลิกกลับมาลดลงในไตรมาสนี้
NPL ขยับเพิ่มขึ้น ทำให้ธนาคารปรับเป้า credit cost ใหม่
Gross NPL พลิกกลับมาเพิ่มขึ้น 3% QoQ และ 4% YoY แม้ว่าจะมีการ write-off และขายหนี้เสียออกไปใน 2Q66 และ 3Q66 เช่นกัน ทั้งนี้ หลังจากที่ NPL สูงจากสินเชื่อปลอดหลักประกันใน 2Q66 ธนาคารชี้แจงว่า NPL ใหม่ใน 3Q66 มาจากสินเชื่อ SME, สินเชื่อจดจำนอง และสินเชื่อ H/P ทำให้ธนาคารปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายสำรองฯ (credit cost) เป็น 200bps (สูงกว่าที่วางแผนเอาไว้ที่ 180-190bps) ซึ่งเรามองว่าเป็นการสะท้อนถึงนโยบายเชิงรุกในการรับมือกับหนี้ผิดนัดชำระก่อนที่จะกลายเป็น NPL เพราะสินเชื่อ stage2 ลดลงอย่างมากใน 3Q66
Valuation & Action
เนื่องจากกำไรสุทธิในงวด 9M66 คิดเป็น 81% ของประมาณการกำไรเต็มปีของเรา และ จากเป้าเกี่ยวกับระดับพีค ของค่าใช้จ่ายสำรองฯ (credit cost) ของธนาคาร ทำให้เรายังคงประมาณการกำไรไว้เท่าเดิม และ คงราคาเป้าหมายเอาไว้ที่ 130 บาท (PBV ที่ 0.85x)
Risks
กำไรจาก FVTPL ลดลงเพราะตลาดพันธบัตรผันผวน, NIM ถูกกดดัน, ค่าใช้จ่ายสำรองฯ (credit cost) เพิ่มขึ้น









