เราคาดว่า GLOBAL จะรายงานกำไรสุทธิใน 3Q66F ลดลงอยู่ที่ 529 ล้านบาท (-32% YoY และ -25%QoQ) เนื่องจากยอดขายสาขาเดิม (SSS: same store sales) ลดลงตามอุปสงค์อ่อนตัว ทำให้กำไร 9M66F อยู่ที่ 2.1 พันล้านบาท (-29% YoY) คิดเป็น 64% จากประมาณการกำไรสุทธิสำหรับปี 2566 ของเรา
ยอดขายสาขาเดิมบีบตัว
เราคาดยอดขายสินค้าของ GLOBAL ใน 3Q66F ลดลงอยู่ที่ 7.6 พันล้านบาท (-7% YoY และ -10% QoQ) จาก SSS ต่ำลงต่อเนื่องท่ามกลางอุปสงค์อ่อนตัวเพราะปัจจัยฤดูกาล ขณะที่ คาด SSS หดตัว 10% YoY ใน 3Q66F (เทียบกับ +4.3% ใน 3Q65 และ -9.5% ใน 2Q66) ทำให้ยอดขายใน 9M66F อยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท (-7% YoY) นอกจากนี้ บริษัทมีแผนเปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้นอีก 2 แห่งในไตรมาสนี้ ทำให้จำนวนสาขารวมอยู่ที่ 81 สาขา ณ สิ้นงวด 3Q66 (เทียบกับ 77 สาขา ณ สิ้น 3Q65 และ 79 สาขา ณ สิ้น 2Q66).
การเน้นกลยุทธ์มีสัดส่วนสินค้า house brand มากขึ้นเพื่อช่วยดันอัตรากำไร (margin) ให้ดีขึ้น
แม้ว่า เราคาดอัตรากำไรขั้นต้น (gross profit margin) ของ GLOBAL ถูกกดดันจากราคาเหล็กอ่อนแอ (โดยราคาเหล็กเส้นและดัชนีราคาเหล็กลดลง 10% และ 2% ตามลำดับทั้ง YoY และ QoQ ใน 3Q66 ซึ่งตัวเลขทั้งสองดังกล่าวยังสูงกว่าระดับที่เคยต่ำที่สุดอยู่ราว 40%) เราคาดอัตรากำไรของ GLOBAL จะมีทิศทางดีขึ้นช่วยหนุนจากการเน้นกลยุทธ์ house brand มากขึ้น ทั้งนี้ เราคาด อัตรากำไรขั้นต้นใน 3Q66F ของ GLOBAL อยู่ที่ 25.5% (-30bps YoY แต่ +10bps QoQ) ทำให้ gross profit margin ใน 9M66F อยู่ที่ 25.3% (-80bps YoY)
ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิลง 16% ในปี 2566F-2567F
เราคงยืนยันมุมมองกำไรใน 2H66F ของ GLOBAL ยังไม่น่าตื่นเต้นตามอุปสงค์อ่อนตัวและมีความท้าทายด้านความสามารถในการทำกำไร จาก i) ปัจจัยฤดูกาล ii) รายได้ภาคเกษตรอ่อนแอจากภาวะแห้งแล้ง(มีความเป็นไปได้ที่รับผลเชิงลบ 100% จากภาวะเอลนีโญ (El Nino) Figure 4) iii) ราคาเหล็กอ่อนแอแ ละ iv) แนวโน้มมีรายจ่ายสูงขึ้นเช่น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ขณะที่ เราปรับสมมติฐานประกอบด้วย i) ปรับลด SSS ลง (จาก -3% เป็น -9% ในปี 2566) ii) ปรับเพิ่ม gross margin ขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 40bps ใน 2566F-2567F (ผลดีจากการเน้นมีสัดส่วนสินค้า house brand) และ iii) ปรับเพิ่ม สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A ต่อยอดขาย) ขึ้นเล็กน้อยราว 1% ในปี 2566-2567F (สะท้อนรายจ่ายสูงขึ้น) โดยรวมแล้ว เราปรับลดประมาณการกำไรสุทธิลงราว 16% ในปี 2566F – 2567F ส่งผลให้กำไรสุทธิของ GLOBAL ปี 2566F ลดลง 24% แต่กลับมาเติบโตเพิ่มขึ้น 16% ในปี 2567F
Valuation & action
เราขยับใช้ราคาเป้าหมายใหม่ไปเป็นกลางปี 2567 อยู่ที่ 17.20 บาทจากเดิมที่ 19.00 บาท อิงจาก PER เดิมที่ 29.0X (-0.5 S.D) ทั้งนี้ จากที่แนวโน้มกำไรยังไม่น่าตื่นเต้นใน 2H66F รวมทั้งราคาหุ้นปิดล่าสุดมี upside จำกัด เราจึงคงคำแนะนำเพียง “ ถือ ”
Risks
เศรษฐกิจชะลอตัวลง ขยายสาขาได้น้อยกว่าที่วางแผนเอาไว้ ราคาพืชผลอ่อนแอ ภัยธรรมชาติ สินค้าค้างสต็อกเป็นจำนวนมาก









