วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.ยูโอบี เคย์ เฮียนฯ ระวังความผันผวนจากการประชุมกนง. 27 ก.ย.

ติดตามการประชุม กนง. 27 ก.ย.นี้ มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้ง แม้สถานการณ์เงินเฟ้อไทยดูไม่รุนแรง แต่เราคาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) มีโอกาสปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก 0.25% สู่ 2.5% ในการประชุม 27 ก.ย.นี้

เพื่อลดส่วนต่างดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ-ไทย ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 5.25% และ 2.25% ห่างกันถึง 3% และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดทุนรวมถึงตราสารหนี้ และกดดันให้บาทอ่อนค่า เรามองระยะสั้นอาจทำให้หุ้นในกลุ่มเกี่ยวกับการเงินทั้งธนาคารและไฟแนนซ์ มีความผันผวนจากการเข้าสู่ช่วงรอยต่อของวัฏจักรดอกเบี้ย 

ยังคงมุมมองระวังการปรับฐานของตลาดต่างประเทศ ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เราเตือนนักลงทุนระวังการปรับฐานของตลาดต่างประเทศ ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันเริ่มเห็นโอกาสปรับฐานที่สูงขึ้นแม้ว่าวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยของโลกที่นำโดยสหรัฐฯ น่าจะสิ้นสุดหรือหยุดลงแล้ว แต่ความน่าสนใจของการลงทุนในหุ้น (Earnings Yield Gap: EYG) ที่แคบมากของสหรัฐฯ ทำให้ตลาดมีความเสี่ยงปรับฐานในระยะสั้น ซึ่งอาจกระทบกับบรรยากาศลงทุนทั่วโลกรวมถึงไทย สำหรับ SET Index ประมาณการกำไรบจ.ที่มีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วตั้งแต่ 22 ส.ค. ทำให้เรามองการปรับฐานอาจเกิดขึ้นเช่นกัน แต่จะไม่ลึก และน่าจะเป็นโอกาสในการซื้อหากตลาดปรับลดลง ดังนั้นช่วงสั้นนักลงทุนอาจต้องปรับสถานะการลงทุนเป็นเชิงรับ (Defensive) มากขึ้น โดยอาจเพิ่มน้ำหนัก กลุ่มการแพทย์ และสื่อสาร และเลือกเก็งกำไรรายตัวในกลุ่มที่เห็นปัจจัยบวกหรือมีปัจจัยเร่ง (Catalyst) ที่ชัดเจน
 

เงินบาทยังทรงตัวในทิศทางอ่อนค่าบวกต่อกลุ่มส่งออก ค่าเงินบาทในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา แข็งค่าจากองค์ประกอบสำคัญ 3 อย่าง ได้แก่ 1) ส่งออกแข็งแกร่ง 2) ราคาน้ำมันถูกช่วยการเกินดุล 3) ท่องเที่ยวดีเพิ่มดุลบริการ 4) ดอกเบี้ยไทยสูงกว่าสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันมีเพียงปัจจัยด้านการท่องเที่ยวที่พอไปได้ ดังนั้นอาจต้องระวังเงินบาทที่จะทรงตัวในทางอ่อนค่า ซึ่งจะบวกต่อกลุ่มส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรและอาหารที่มีการถือครองต่ำ เช่น CPF, BTG, TU, CFRESH เป็นต้น ขณะที่อิเล็กทรอนิกส์เน้นรอซื้อเมื่อ่อนตัว

ภาพรวมกลยุทธ์: ยังเก็งกำไรได้หากไม่หลุด low ที่ 1,503 จุด ส่วนต่างดอกเบี้ยนโยบายไทย-สหรัฐฯ ที่กว้าง จะยังเป็นปัจจัยกดดันเงินทุนไหลออกที่กระทบหุ้นใหญ่ ทำให้การลงทุนจะอยู่ในรูปของการเก็งกำไรจนกว่าจะเห็นประมาณการกำไรบจ.ปรับขึ้นอย่างชั้ดเจน // หุ้นเด่นที่เราชอบในช่วง ก.ย.-ธ.ค. ได้แก่ PTTEP, TOP, PTG, OR / CPAXT, TIDLOR / AOT, AWC, SPA / CPN, AP

หุ้นแนะนำ: TRUE*, COM7*, SAMART*, SORKON*

แนวรับ: 1,490-1,500 / แนวต้าน : 1,520 จุด 

สัดส่วนลงทุน: เงินสด 40% vs พอร์ตหุ้น 60%

 

 


 

ประเด็นการลงทุนที่น่าสนใจ

ดัชนี PMI รวมภาคผลิต-บริการสหรัฐร่วงต่ำสุดรอบ 7 เดือน - ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 50.1 ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือน จากระดับ 50.2 ในเดือนส.ค.

PMI ยูโรโซนปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจอาจหดตัวในไตรมาสที่ 3 - ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคบริการและการผลิตขั้นต้นเดือนก.ย. เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 47.1 จากระดับต่ำสุดในรอบ 33 เดือนที่ระดับ 46.7 ในเดือน ส.ค. และมากกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในโพลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์ที่คาดว่าจะลดลงเล็กน้อยสู่ระดับ 46.5 

COM7 เผยยอดจอง iPhone 15 ทุบสถิติ - กระแสของ iPhone 15 , iPhone 15 Plus , iPhone 15 Pro และ iPhone 15 Pro Max ยังคงสร้างความเซอร์ไพรส์ ยอดจองทำได้ดีทุกรุ่นกว่าทุกปีที่ผ่าน การที่ประเทศไทยขึ้นเป็นประเทศกลุ่มแรกที่จำหน่าย iPhone 15 ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ทำให้บริษัทได้จำนวนเครื่องมาจำหน่ายยังคงอยู่ในระดับสูง และจำหน่ายได้มากกว่าเดิมเช่นกัน

EA จ่อออกโทเคนดิจิทัล ไทยสมายล์บัส – ไตรมาส 1/67 บริษัทมีแผนแปลงสินทรัพย์บางส่วนให้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Digitalize) โดยเฉพาะธุรกิจเดินรถ "ไทยสมายล์บัส" เพื่อเสนอขายโทเคนดิจิทัลให้แก่นักลงทุนทั่วไป ซึ่งจะส่งผลบวกต่องบการเงินของบริษัท และเป็นโอกาสของนักลงทุนและเป็นส่วนร่วมใน EV Ecosystem infrastructure ได้ 

 

ประเด็นติดตาม: 27 ก.ย. - ประชุม กนง. ซึ่งธปท.จะมีการปรับลดคาดการณ์ GDP ลง, US Core Durable Goods Orders/ 28 ก.ย. – US GDP, Pending Home Sales, Fed Chair Powell Speaks

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)