ทางเทคนิค คาด SET Index อ่อนตัว แนวรับ 1,529 จุด (Gap เปิดไว้เมื่อวันที่ 21 ส.ค.)/1,515 จุด แนวต้าน 1,545/1,550 จุด (EMA 25/10 วัน) หลังจากดัชนีฯ กลับมาฟอร์มตัวเป็นรูปแบบ Zig-Zag Down ลงไปทดสอบแนวรับเดิม 1,506 จุด อีกครั้ง
ทั้งนี้ สัญญาณยืนยันการขายเพิ่มวันนี้ คือ หากดัชนีฯ ร่วงต่ำกว่าระดับ 1,529 จุด
ประเด็นวันนี้ ปัจจัยในประเทศ ความเสี่ยงเชิงลบจะมาจากการผิดหวังต่อนโยบายของเศรษฐา 1 ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไร เกิดขึ้นเมื่อไร และใช้เวลานานเท่าไรในการสัมฤทธิ์ผล (How; When; วิธีวัดผล) ของทั้งโครงการประเภทเร่งด่วน และโครงการระยะกลางถึงยาว ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณรายจ่ายปี 2024 ที่ต้องรอไปอีก 4 เดือน เป็นอย่างน้อย
- โครงการเร่งด่วน ได้แก่ 1. โครงการกระตุ้นการใช้จ่ายผ่าน “ดิจิทัลวอลเลต” คาดเริ่มต้นใน 1Q24 เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของประชาชนอย่างเร่งด่วน 2. นโยบายแก้ปัญหาหนี้สินทั้งในภาคเกษตร ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน คาดเริ่มต้นเดือน ต.ค. 2023 ผ่านการพักหนี้เกษตรกรและช่วยประคองหนี้สินและต้นทุนการเงิน สาหรับภาคประชาชน SMEs ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 3. การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนให้ราคาพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซหุงต้น ค่าน้ามันเชื้อเพลิง ให้อยู่ในระดับเหมาะสม สนับสนุนพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน เสนอครม. นัดแรกในเดือน ก.ย. 2023 4. ผลักดันรายได้ด้านการท่องเที่ยว ยกเว้นวีซ่า สาหรับกลุ่มเป้าหมาย จัดงานเทคกาลระดับโลก เพิ่มปริมาณเที่ยวบิน ฯลฯ เริ่มต้นในวันที่ 1 ต.ค. เฉพาะบางประเทศ เช่น จีน ฯลฯ 5. แก้ปัญหา ความแตกต่างเรื่องรัฐธรรมนูญ จัดทาประชามติ จัดทารัฐธรรมนูญ
- โครงการระยะกลาง-ระยะยาว (ส่วนใหญ่เป็นแผนงานกว้าง ๆ ไม่กำหนดชัดเจนว่าจะสัมฤทธิ์ผลเมื่อใด) เน้นการเพิ่มขีดความสามารถให้กับประชาชนผ่านการสร้างรายได้ (เร่งเจรจาเอฟทีเอ เปิดประตูการค้าสำหรับสินค้าและบริการใหม่ ๆ ของไทย ต่อตลาดการค้าเดิมและตลาดใหม่ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรให้มีมูลค่ามากยิ่งขึ้น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่ง ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ) ลดรายจ่าย สร้างโอกาส (ให้ประชาชนมีสิทธิในที่ดิน พิจารณาเอกสารสิทธิ์ให้เป็นโฉนด เพื่อต่อยอดให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน การสนับสนุนระบบนิเวศน์ การขายคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นธรรม การปลดล็อกเกี่ยวกับสุราพื้นบ้าน การเปิดรับแรงงานต่างด้าว) ลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (พัฒนากองทัพให้มีความทันสมัย แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ยกระดับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น กฎหมายเท่าเทียมกันของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ
ทั้งนี้ เราพบว่า โครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจหลักมีเพียง โครงการดิจิทัลวอลเลต เท่านั้น ขณะที่นโยบายอื่น ๆ ของรัฐบาลเศรษฐา 1 ส่วนใหญ่ยังมีความแตกต่างจากหลายนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่เคยหาเสียงในการเลือกตั้ง (Figure 1) โดยเฉพาะเรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 600 บาท/วัน เงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท นโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุ วงเงิน 3 แสนล้านบาท นโยบายบริหารจัดการน้ำ วงเงิน 5 แสนล้านบาท นโยบายสมทบคนสร้างตัว วงเงิน 9 หมื่นล้านบาท เรียนฟรี เพิ่มงบอาหารกลางวัน รถรับส่ง วงเงิน 7 พันล้านบาท นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย วงเงิน 4.8 หมื่นล้านบาท/ปี รวมถึงไม่มีตัวชี้วัดว่านโยบายต่าง ๆ จะสำเร็จเมื่อไร
นอกจากนี้ ตลาดเริ่มกังวลต่อการเกิด Multiplier ของการใช้จ่ายโครงการเงินดิจิทัล ซึ่งอาจไม่ได้หมุมได้หลายรอบอย่างที่คาดหวัง เนื่องจาก 1. สินค้าที่ซื้อมี Local Content น้อย 2. คนชะลอการใช้จ่าย ก่อนมาตรการแจกเงินดิจิทัลเริ่มใช้ 3. บางส่วนจะออมไว้ แทนที่การบริโภคครั้งเดียวในครั้งแรก ส่วนความเสี่ยง คือ ระดับ Debt/GDP ปรับสูงขึ้น เนื่องจากเม็ดเงินที่คาดว่าจะได้จากมาตรการไม่เพิ่มขึ้นมากอย่างที่คาดการณ์
ส่วนปัจจัยต่างประเทศ ติดตาม
1. รายงานประจำเดือนของกลุ่มโอเปค อาจส่งผลบวกต่อราคาน้ำมันดิบโลก หากมีการส่งสัญญาณแนวโน้มขาขึ้นของราคาน้ำมันดิบโลก ยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้นตลอดช่วงที่เหลือปีนี้
2. รายงานเศรษฐกิจอียู คาดมีความเสี่ยงเกิดภาวะ Stagflation สูงขึ้น (เศรษฐกิจเติบโตลดลง แต่เงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น) ผ่านดัชนีความเชื่อมั่น ZEW Economic Sentiment เดือน ก.ย. (Consensus คาดดีขึ้นเล็กน้อยเป็น -4.3 เทียบกับ -5.5 ในเดือน ส.ค.) และตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ส.ค. ของสเปน (Consensus คาดปรับสูงขึ้น +0.5% MoM, +2.6% YoY เทียบกับเดือน ก.ค. ที่ +0.2% MoM, +2.3%YoY) ทั้งนี้ ECB Meeting จะมีการประชุมวันที่ 14 ก.ย. และตลาดให้โอกาส 40% ที่อีซีบีจะปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องอีก 25 bps โดยเหตุผลของการะชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ย เป็นผลจากการกังวลต่อความเสี่ยงของการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอียู โดย Bloomberg Consensus คาด 3Q23E GDP Growth เติบโตเพียง +0.1% QoQ เท่ากับ 2Q23 GDP ส่วนทั้งปี 2023E คาด GDP Growth เติบโต +0.6% YoY
3. Event Play: Apple จัดงาน Wonderlust วันนี้ ตามเวลาในสหรัฐฯ โดยสินค้าหลักที่คาดว่าจะเปิดตัวในงานนี้ ได้แก่ iPhone 15 จะมาพร้อมกับพอร์ต USB-C, เปลี่ยนมาใช้ปุ่ม Action แทนสวิตช์ปิด-เปิดเดิม, และกล้องซูม Periscope 10x สำหรับรุ่น iPhone 15 Pro Max (ที่อาจใช้ชื่อ Ultra) และ Apple Watch เปิดตัวสองรุ่น คือ Apple Watch Series 9 และ Apple Watch Ultra 2 (คาดส่งผลบวกต่อรายได้ของร้านค้าตัวแทนจำหน่าย อาทิ COM7 SPVI CPW)
กลยุทธ์ลงทุน แนะนำ หุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลบวกจากมาตรการของรัฐ MC CPN และหุ้นที่มีประเด็นเชิงบวกจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Apple ได้แก่ CPW
Strategic daily picks
MC ปิด 13.90 บาท/แนวรับ 13.40 บาท แนวต้าน 14.80 บาท
MC ผนีกความร่วมมือกับ “ขายหัวเราะ” ดำเนินกลยุทธ์ Collaboration “Me X ขายหัวเราะ” เปิดตัวคอลเลกชัน “Mc โอเวอร์” ขณะเดียวกันบริษัทคาดแนวโน้มผลการดำเนินงานปีบัญชี 2024 (เดือน ก.ค. 2023-มิ.ย. 2024) เติบโตต่อเนื่องจากปีบัญชี 2023 ที่มีกำไรสุทธิ 644 ล้านบาท (+32.5% YoY) และรายได้จากการขายสินค้ารวม 3.67 พันล้านบาท (+25.6% YoY) ทั้งนี้ MC มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ไม่มีภาระหนี้เงินกู้กับสถาบันการเงิน Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิปี 2024 ที่ 606 ล้านบาท และประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 15.25 บาท
CPN ปิด 66.75 บาท/แนวรับ 64.25 บาท แนวต้าน 70.00 บาท
CPN มุ่งเน้นพัฒนาโครงการในรูปแบบ Retail-Led Mixed-Use Development โดยมีธุรกิจศูนย์การค้าเป็นแกนหลัก สร้างความแข็งแกร่งของ Ecosystem เชื่อมโยงกับธุรกิจที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงานและโรงแรม โดยล่าสุดเปิดตัวโครงการ “Phyll Phuket” เป็นคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ เนื้อที่ 6 ไร่ มูลค่ารวมกว่า 1.5 พันล้านบาท 439 ยูนิต โดย CPN ตั้งเป้าหมายรายได้ของธุรกิจกลุ่มที่อยู่อาศัยในปี 2023 ที่ 5 พันล้านบาท (จาก 3 พันล้านบาท ในปีก่อน) ทั้งนี้ Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิปี 2023 ที่ 1.28 หมื่นล้านบาท และประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 80.97 บาท
CPW ปิด 3.34 บาท/แนวรับ 3.16 บาท แนวต้าน 3.58 บาท
CPW คาดผลการดำเนินงาน 2H23 เติบโตเด่นกว่า 1H23 ที่มีรายได้จาการขายราว 3.5 พันล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วง high season ของธุรกิจสินค้าไอทีและสมาร์ทโฟน รวมทั้งได้อานิสงส์ iPhone และสินค้าใหม่ทยอยเปิดตัวและวางจำหน่าย นอกจากนี้ ในปีนี้บริษัทไม่เน้นการขยายสาขาเพิ่ม แต่มีแผนขยายช่องทางใหม่ ๆ ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตร เพื่อ Synergy ในด้านช่องทางการจาหน่ายร่วมกัน และคาดเปิดตัวได้ในเดือน ต.ค. ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 23 เติบโตอย่างน้อย 20% และ Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิปี 23 ที่ 100 ล้านบาท และประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 3.16 บาท









