วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันสุดท้าย

ทางเทคนิค คาด SET Index อ่อนตัว แนวรับ 1,529 จุด (Gap เปิดไว้เมื่อวันที่ 21 ส.ค.)/1,515 จุด แนวต้าน 1,545/1,550 จุด (EMA 25/10 วัน) หลังจากดัชนีฯ กลับมาฟอร์มตัวเป็นรูปแบบ Zig-Zag Down ลงไปทดสอบแนวรับเดิม 1,506 จุด อีกครั้ง

ทั้งนี้ สัญญาณยืนยันการขายเพิ่มวันนี้ คือ หากดัชนีฯ ร่วงต่ำกว่าระดับ 1,529 จุด

ประเด็นวันนี้ ปัจจัยในประเทศ ความเสี่ยงเชิงลบจะมาจากการผิดหวังต่อนโยบายของเศรษฐา 1 ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไร เกิดขึ้นเมื่อไร และใช้เวลานานเท่าไรในการสัมฤทธิ์ผล (How; When; วิธีวัดผล) ของทั้งโครงการประเภทเร่งด่วน และโครงการระยะกลางถึงยาว ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณรายจ่ายปี 2024 ที่ต้องรอไปอีก 4 เดือน เป็นอย่างน้อย

- โครงการเร่งด่วน ได้แก่ 1. โครงการกระตุ้นการใช้จ่ายผ่าน “ดิจิทัลวอลเลต” คาดเริ่มต้นใน 1Q24 เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของประชาชนอย่างเร่งด่วน 2. นโยบายแก้ปัญหาหนี้สินทั้งในภาคเกษตร ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน คาดเริ่มต้นเดือน ต.ค. 2023 ผ่านการพักหนี้เกษตรกรและช่วยประคองหนี้สินและต้นทุนการเงิน สาหรับภาคประชาชน SMEs ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 3. การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนให้ราคาพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซหุงต้น ค่าน้ามันเชื้อเพลิง ให้อยู่ในระดับเหมาะสม สนับสนุนพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน เสนอครม. นัดแรกในเดือน ก.ย. 2023 4. ผลักดันรายได้ด้านการท่องเที่ยว ยกเว้นวีซ่า สาหรับกลุ่มเป้าหมาย จัดงานเทคกาลระดับโลก เพิ่มปริมาณเที่ยวบิน ฯลฯ เริ่มต้นในวันที่ 1 ต.ค. เฉพาะบางประเทศ เช่น จีน ฯลฯ 5. แก้ปัญหา ความแตกต่างเรื่องรัฐธรรมนูญ จัดทาประชามติ จัดทารัฐธรรมนูญ

 

 

- โครงการระยะกลาง-ระยะยาว (ส่วนใหญ่เป็นแผนงานกว้าง ๆ ไม่กำหนดชัดเจนว่าจะสัมฤทธิ์ผลเมื่อใด) เน้นการเพิ่มขีดความสามารถให้กับประชาชนผ่านการสร้างรายได้ (เร่งเจรจาเอฟทีเอ เปิดประตูการค้าสำหรับสินค้าและบริการใหม่ ๆ ของไทย ต่อตลาดการค้าเดิมและตลาดใหม่ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรให้มีมูลค่ามากยิ่งขึ้น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่ง ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ) ลดรายจ่าย สร้างโอกาส (ให้ประชาชนมีสิทธิในที่ดิน พิจารณาเอกสารสิทธิ์ให้เป็นโฉนด เพื่อต่อยอดให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน การสนับสนุนระบบนิเวศน์ การขายคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นธรรม การปลดล็อกเกี่ยวกับสุราพื้นบ้าน การเปิดรับแรงงานต่างด้าว) ลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (พัฒนากองทัพให้มีความทันสมัย แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ยกระดับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น กฎหมายเท่าเทียมกันของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ

วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันสุดท้าย

ทั้งนี้ เราพบว่า โครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจหลักมีเพียง โครงการดิจิทัลวอลเลต เท่านั้น ขณะที่นโยบายอื่น ๆ ของรัฐบาลเศรษฐา 1 ส่วนใหญ่ยังมีความแตกต่างจากหลายนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่เคยหาเสียงในการเลือกตั้ง (Figure 1) โดยเฉพาะเรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 600 บาท/วัน เงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท นโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุ วงเงิน 3 แสนล้านบาท นโยบายบริหารจัดการน้ำ วงเงิน 5 แสนล้านบาท นโยบายสมทบคนสร้างตัว วงเงิน 9 หมื่นล้านบาท เรียนฟรี เพิ่มงบอาหารกลางวัน รถรับส่ง วงเงิน 7 พันล้านบาท นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย วงเงิน 4.8 หมื่นล้านบาท/ปี รวมถึงไม่มีตัวชี้วัดว่านโยบายต่าง ๆ จะสำเร็จเมื่อไร

 

 

นอกจากนี้ ตลาดเริ่มกังวลต่อการเกิด Multiplier ของการใช้จ่ายโครงการเงินดิจิทัล ซึ่งอาจไม่ได้หมุมได้หลายรอบอย่างที่คาดหวัง เนื่องจาก 1. สินค้าที่ซื้อมี Local Content น้อย 2. คนชะลอการใช้จ่าย ก่อนมาตรการแจกเงินดิจิทัลเริ่มใช้ 3. บางส่วนจะออมไว้ แทนที่การบริโภคครั้งเดียวในครั้งแรก ส่วนความเสี่ยง คือ ระดับ Debt/GDP ปรับสูงขึ้น เนื่องจากเม็ดเงินที่คาดว่าจะได้จากมาตรการไม่เพิ่มขึ้นมากอย่างที่คาดการณ์

 

ส่วนปัจจัยต่างประเทศ ติดตาม

1. รายงานประจำเดือนของกลุ่มโอเปค อาจส่งผลบวกต่อราคาน้ำมันดิบโลก หากมีการส่งสัญญาณแนวโน้มขาขึ้นของราคาน้ำมันดิบโลก ยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้นตลอดช่วงที่เหลือปีนี้

2. รายงานเศรษฐกิจอียู คาดมีความเสี่ยงเกิดภาวะ Stagflation สูงขึ้น (เศรษฐกิจเติบโตลดลง แต่เงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น) ผ่านดัชนีความเชื่อมั่น ZEW Economic Sentiment เดือน ก.ย. (Consensus คาดดีขึ้นเล็กน้อยเป็น -4.3 เทียบกับ -5.5 ในเดือน ส.ค.) และตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ส.ค. ของสเปน (Consensus คาดปรับสูงขึ้น +0.5% MoM, +2.6% YoY เทียบกับเดือน ก.ค. ที่ +0.2% MoM, +2.3%YoY) ทั้งนี้ ECB Meeting จะมีการประชุมวันที่ 14 ก.ย. และตลาดให้โอกาส 40% ที่อีซีบีจะปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องอีก 25 bps โดยเหตุผลของการะชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ย เป็นผลจากการกังวลต่อความเสี่ยงของการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอียู โดย Bloomberg Consensus คาด 3Q23E GDP Growth เติบโตเพียง +0.1% QoQ เท่ากับ 2Q23 GDP ส่วนทั้งปี 2023E คาด GDP Growth เติบโต +0.6% YoY

3. Event Play: Apple จัดงาน Wonderlust วันนี้ ตามเวลาในสหรัฐฯ โดยสินค้าหลักที่คาดว่าจะเปิดตัวในงานนี้ ได้แก่ iPhone 15 จะมาพร้อมกับพอร์ต USB-C, เปลี่ยนมาใช้ปุ่ม Action แทนสวิตช์ปิด-เปิดเดิม, และกล้องซูม Periscope 10x สำหรับรุ่น iPhone 15 Pro Max (ที่อาจใช้ชื่อ Ultra) และ Apple Watch เปิดตัวสองรุ่น คือ Apple Watch Series 9 และ Apple Watch Ultra 2 (คาดส่งผลบวกต่อรายได้ของร้านค้าตัวแทนจำหน่าย อาทิ COM7 SPVI CPW)

กลยุทธ์ลงทุน แนะนำ หุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลบวกจากมาตรการของรัฐ MC CPN และหุ้นที่มีประเด็นเชิงบวกจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Apple ได้แก่ CPW

 

Strategic daily picks

MC    ปิด 13.90 บาท/แนวรับ 13.40 บาท แนวต้าน 14.80 บาท

MC ผนีกความร่วมมือกับ “ขายหัวเราะ” ดำเนินกลยุทธ์ Collaboration “Me X ขายหัวเราะ” เปิดตัวคอลเลกชัน “Mc โอเวอร์” ขณะเดียวกันบริษัทคาดแนวโน้มผลการดำเนินงานปีบัญชี 2024 (เดือน ก.ค. 2023-มิ.ย. 2024) เติบโตต่อเนื่องจากปีบัญชี 2023 ที่มีกำไรสุทธิ 644 ล้านบาท (+32.5% YoY) และรายได้จากการขายสินค้ารวม 3.67 พันล้านบาท (+25.6% YoY) ทั้งนี้ MC มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ไม่มีภาระหนี้เงินกู้กับสถาบันการเงิน Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิปี 2024 ที่ 606 ล้านบาท และประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 15.25 บาท

 

CPN    ปิด 66.75 บาท/แนวรับ 64.25 บาท แนวต้าน 70.00 บาท

CPN มุ่งเน้นพัฒนาโครงการในรูปแบบ Retail-Led Mixed-Use Development โดยมีธุรกิจศูนย์การค้าเป็นแกนหลัก สร้างความแข็งแกร่งของ Ecosystem เชื่อมโยงกับธุรกิจที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงานและโรงแรม โดยล่าสุดเปิดตัวโครงการ “Phyll Phuket” เป็นคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ เนื้อที่ 6 ไร่ มูลค่ารวมกว่า 1.5 พันล้านบาท 439 ยูนิต โดย CPN ตั้งเป้าหมายรายได้ของธุรกิจกลุ่มที่อยู่อาศัยในปี 2023 ที่ 5 พันล้านบาท (จาก 3 พันล้านบาท ในปีก่อน) ทั้งนี้ Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิปี 2023 ที่ 1.28 หมื่นล้านบาท และประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 80.97 บาท

 

CPW    ปิด 3.34 บาท/แนวรับ 3.16 บาท แนวต้าน 3.58 บาท

CPW คาดผลการดำเนินงาน 2H23 เติบโตเด่นกว่า 1H23 ที่มีรายได้จาการขายราว 3.5 พันล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วง high season ของธุรกิจสินค้าไอทีและสมาร์ทโฟน รวมทั้งได้อานิสงส์ iPhone และสินค้าใหม่ทยอยเปิดตัวและวางจำหน่าย นอกจากนี้ ในปีนี้บริษัทไม่เน้นการขยายสาขาเพิ่ม แต่มีแผนขยายช่องทางใหม่ ๆ ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตร เพื่อ Synergy ในด้านช่องทางการจาหน่ายร่วมกัน และคาดเปิดตัวได้ในเดือน ต.ค. ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 23 เติบโตอย่างน้อย 20% และ Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิปี 23 ที่ 100 ล้านบาท และประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 3.16 บาท

วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันสุดท้าย