วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.ยูโอบี เคย์ เฮียนฯ การเมืองนิ่งเป็นบวกต่อจิตวิทยาลงทุน

การเมืองในระยะสั้นผ่านจุดที่ไม่แน่นอนที่สุดไปแล้ว หลังแคนดิเดตพรรคเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน ได้รับการรับรองและโปรดเกล้าให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ทำให้อำนาจต่อรองกลับมาอยู่ในมือของพรรคเพื่อไทยมากขึ้น

แม้จะต้องเผชิญการต่อรองตำแหน่งของพรรคร่วมรัฐบาล แต่ภาพใหญ่จะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก และเพื่อไทยคงพยายามรักษาตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการที่สำคัญในการผลักดันนโยบาย ซึ่งหากผลการจัดคณะรัฐมนตรีออกมาโดยพรรคเพื่อไทยมีเอกภาพในการบริหารกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญไว้ได้ จะเป็นปัจจัยบวกกับบรรยากาศลงทุน   

ภาพรวมเป็นการเลือกหุ้นรายตัวที่มีแรงหนุนผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลัง เราคาดเพื่อไทยจะผลักดันนโยบายหลักที่หาเสียงไว้ โดยเฉพาะการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ / การแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท / การหนุนราคาสินค้าเกษตร / ซึ่งภาพรวมกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น 5.6 แสนล้านบาท จะส่งผลดีต่อ 1) กลุ่มค้าปลีก โดยเฉพาะ CPAXT (ส่วนหุ้นอื่นต้องดูขอบเขตการนำเงินไปใช้) 2) กลุ่มไฟแนนซ์ จากการที่ประชาชนน่าจะเหลือเงินชำระหนี้เพิ่มมากขึ้น บวกต่อคุณภาพลูกหนี้ที่จะดีขึ้น (TIDLOR) // สำหรับกลุ่มอื่นที่โมเมนตัมผลประกอบการจะปรับดีขึ้นได้แก่ พลังงาน (ซื้อเมื่ออ่อนตัว PTTEP, PTT, TOP), ท่องเที่ยว (AOT, SPA, ERW) // สำหรับหุ้นกลุ่มอิงการเมือง และที่พึ่งพิงรายได้ภาครัฐ เช่น รับเหมาก่อสร้าง อาจต้องระวังการใช้จ่ายภาครัฐที่ชะลอและล่าช้า จะกระทบผลประกอบการในช่วงไตรมาส 3/66-1/67 ทำให้หุ้นอาจซ้ำรอยเลือกตั้งปี 2562 ที่ขึ้น 2 เดือน แต่ปรับตัวลง 6 เดือนหลังจากนั้น

 

 

ปัจจัยจับตาอื่นๆ 1) ผลประกอบการของ NVDIA ออกมาดีมาก และให้คาดการณ์มุมมองในอนาคตที่เป็นบวกมากขึ้น บรรยากาศตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี 2) การประชุมประจำปีธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ Jackson Hole วันที่ 24-26 ส.ค. 

ภาพรวมกลยุทธ์: บรรยากาศลงทุนระยะสั้นเป็นบวก แต่ยังระวังแรงกดดันจากการขายทำกำไรในตลาดหุ้นโลกอาจมากระทบบรรยากาศลงทุนหุ้นไทย กลุ่มที่น่าสนใจช่วงนี้คือ 1) หุ้นขนาดกลางขนาดเล็กที่มีการถือครองต่ำ 2) กลุ่มที่ผลประกอบการครึ่งปีหลังจะออกมาดีหรือดีต่อเนื่อง 3) หุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว 4) กลุ่มไฟแนนซ์ จากความหวัง Digital wallet เพิ่มความสามารถในการชำระหนี้

หุ้นแนะนำ: CPN*, CPAXT*, PTG*, CPF*

แนวรับ: 1,535 / แนวต้าน : 1,560-1,580 จุด 

สัดส่วนลงทุน: เงินสด 40% vs พอร์ตหุ้น 60%
 

ประเด็นการลงทุนที่น่าสนใจ

ดัชนี PMI รวมภาคผลิต-บริการสหรัฐร่วงต่ำสุดรอบ 6 เดือน – โดยถูกกดดันจากการที่คำสั่งซื้อใหม่ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน ขณะที่การจ้างงานชะลอตัวลง แต่ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจปรับตัวขึ้นในเดือนส.ค ทั้งนี้ ดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้น ปรับตัวลงสู่ระดับ 47.0 จากระดับ 49.0  ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้น ปรับตัวลงสู่ระดับ 51.0 จากระดับ 52.3

DMT ครึ่งปีหลังสดใส – DMT ปริมาณจราจรบนโทลล์เวย์โตดีกว่าครึ่งปีแรกแตะ 1.5 แสนคันต่อวัน แรงหนุนนักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวต่อเนื่อง เดินทางมาท่าอากาศยานดอนเมือง 400 ไฟลต์ต่อสัปดาห์ คงเป้าปีนี้การจราจรเฉลี่ย 1.1 แสนคันต่อวัน รายได้โตไม่ต่ำ 30% คาดต้นปี 67 สถานการณ์ฟื้นกลับเทียบเท่าก่อนโควิด

CHG ก้าวเข้าไฮซีซั่น – ผู้บริหารคาดว่าจะเห็นการเติบโต yoy และ qoq เนื่องจากเป็นช่วง High season าบาล รวมทั้งได้รับผลบวกจากประกันสังคมที่มีการปรับค่าหัวเหมาจ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 1,808 บาทจากเดิม 1,640 บาทต่อคนต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.66 ที่ผ่านมา

หุ้นที่น่าสนใจทางเทคนิค: TCAP, DMT, ERW, BCH, BJC, BA, MC, AUCT

 

ประเด็นติดตาม: 24 ส.ค. – US Core Durable Goods, Initial Jobless Claims, Jackson Hole Symposium/ 29 ส.ค. – US CB Consumer Confidence, JOLTs Job Openings

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)