ทางเทคนิค คาด SET Index เคลื่อนไหว Sideways แนวต้าน 1,530/1,535 จุด แนวรับ 1,515/1,507 จุด โดยทางเทคนิคจะมีความเสี่ยงเชิงลบ ต่อเมื่อดัชนีฯ ปิดต่ำกว่า 1,515 จุด ซึ่งจะส่งผลต่อการเกิดรูปแบบขาลง Head & Shoulder โดยมีเป้าหมายที่ 1,475 จุด
ประเด็นสำคัญวันนี้ นอกเหนือจากการกังวลต่อกระแสไหลออกของนักลงทุนต่างชาติ หลังจาก US 10Y Bond Yield พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดรอบ 10 เดือน ที่ 4.32% เมื่อวันพฤหัสฯ และค่าเงิน USD แข็งค่าสุดรอบ 2 เดือนแล้ว เราคาดว่าพัฒนาการของเศรษฐกิจจีน และการเติบโตของเศรษฐกิจไทย จะเป็นไฮไลท์สำคัญทางเศรษฐกิจที่ต้องจับตาวันนี้
1) จีน: ตลาดคาดหวังทางการจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เพื่อช่วยฟื้นความเชื่อมั่น นอกเหนือไปจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี 1 ปี และ 5 ปี ลง 15 bps เป็น 3.4% และ 4.05% ตามลำดับ หลังจากประกาศลด MLF 1 ปี ไปเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดยังคงคาดหวังว่าทางการจีนจะเร่งออกมาตรการการคลังขนาดใหญ่เพิ่มเติม (จากเดิม ออกมาตรการแบบเฉพาะเจาะจงที่มีผลกระทบต่อการสร้างความเชื่อมั่นของตลาดจำกัด เช่น การผ่อนคลายการวางเงินดาวน์ซื้ออสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ) ท่ามกลางความเสี่ยงเกิดวิกฤติ Domino Effect จากการผิดนัดชำระหนี้ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (นำโดย Country Garden) และกลุ่ม Shadow Banking รวมถึงสถาบันจัดอันดับเครดิต Fitch Rating ส่งสัญญาณเตือนปรับลดเครดิตประเทศจากปัจจุบันที่ A+ ซึ่งยาวนนานมาตั้งแต่ปี 2007 ขณะที่สถาบันฯ หลายแห่งเริ่มทยอยประกาศลดเป้าหมายเติบโตเศรษฐกิจจีนปีนี้ลงจากเดิมและต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5.2% (Bloomberg Consensus) ภายใต้การคาดว่าทางการจีนจะไม่มีการออกมาตรการการคลังที่มีขนาดใหญ่พอในการช่วยหนุนการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ (หากทางการจีนไม่มีมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ใน 1-2 สัปดาห์นี้ จะเป็น Negative Momentum ต่อหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์และหุ้นอิงเศรษฐกิจจีน)
2) เศรษฐกิจไทย: เราคาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเชิงลบ แต่ยังคงอยู่ในกรอบจำกัด อิง Consensus คาดว่าเศรษฐกิจไทย 2Q23E เติบโตในทิศทางอ่อนตัวลง +1.2% QoQ และ 3.1% YoY เทียบกับ +1.9% QoQ ใน 1Q23 +2.7% YoY และคาด 2H23E GDP เติบโด QoQ ในอัตราที่ลดลง) เป็นผลจากการส่งออกที่ชะลอตัวกว่าคาด (1H23 -5.3% YoY แต่ธปท. ตั้งเป้าไว้ที่ -0.7% YoY ผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของกนง. (ปรับขึ้น 175 bps. ใน 12 เดือนที่ผ่านมา) และสถานการณ์การเมืองไทยที่มีความไม่แน่นอน ส่งผลกระทบต่อการชะลอลงทุนหรือการบริโภค
เราคาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP Growth) ที่มีความเสี่ยงขยายตัวได้ต่ำกว่าคาด จะส่งผลให้ Debt to GDP ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยจำกัดการให้สินเชื่อ (Loan Growth) ในฝั่งอุปทาน ผนวกกับอัตราดอกเบี้ยที่สูง เป็นปัจจัยจำกัดการขอสินเชื่อในฝั่งอุปสงค์เช่นกัน ทำให้จุดเริ่มต้นของระบบเศรษฐกิจที่มาจากการให้สินเชื่อดำเนินได้ยาก ขณะที่ความกังวลเศรษฐกิจชะลอตัวที่มากขึ้น ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจ (BSI Index) ได้กลับมาส่งสัญญาณหดตัว (ต่ำกว่า 50) ต่ำสุดในรอบปี ซึ่งดัชนีดังกล่าว จัดเป็นดัชนีชี้นำของประมาณการ EPS ของดัชนี หุ้นไทย ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ประมาณการ EPS ของดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวได้ช้า เป็นปัจจัยหลักที่จากัด Upside ของ SET
กลยุทธ์ลงทุน แนะนำ AMATA CBG GLOBAL
Strategic daily picks
AMATA ปิด 23.70 บาท/แนวรับ 23.10 บาท แนวต้าน 24.30 บาท
AMATA รายงานกำไรสุทธิ 313 ล้านบาท (-52% YoY, -36% QoQ) เป็นผลจากรายได้จากการขายที่ดินลดลง จากยอดโอนลดลงเป็น 85 ไร่ (1Q23=128 ไร่ และ 2Q22=183 ไร่) และ GPM ของธุรกิจนิคมฯ ลดลงเป็น 45% (1Q23=69% และ 2Q22=54%) โดยบริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.25 บาท/หุ้น Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิปี 2023 ที่ 2.03 พันล้านบาท และราคาเป้าหมายที่ 27.96 บาท
CBG ปิด 76.00 บาท/แนวรับ 74.00 บาท แนวต้าน 83.00 บาท
CBG คาดแนวโน้มธุรกิจใน 2H23 จะเติบโตต่อเนื่อง ด้วยแรงหนุนจากการเตรียมเปิดจำหน่ายเบียร์ของกลุ่มคาราบาวกรุ๊ปในช่วงเดือน ต.ค. 2023 และเปิดตัวในช่วงเดือน ก.ย. 2023 นอกจากนี้ ในปี 2023 บริษัทตั้งเป้ายอดขายรวมของร้าน CJ Express ที่ 4.6-4.8 หมื่นล้านบาท (+33% YoY) และตั้งเป้าเพิ่มสาขาใหม่อีก 250 สาขา จากปัจจุบัน 1,120 สาขา Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิปี 2023 ที่ 1.84 พันล้านบาท และราคาเป้าหมายที่ 74.07 บาท
GLOBAL ปิด 17.60 บาท/แนวรับ 16.90 บาท แนวต้าน 18.20 บาท
GLOBAL รายงานผลการดำเนินงาน 2Q23 มีกำไรสุทธิ 703 ล้านบาท รายได้ 8.5 พันล้านบาท ลดลงทั้ง YoY, QoQ เป็นผลจากราคาเหล็กที่ลดลงราว 20% YoY ผนวกกับกำลังซื้อของเกษตรกรอ่อนตัวลงในช่วงปลาย 2Q23 ส่งผลให้ SSSG -9.5% YoY นอกจากนี้ ใน 2H23 บริษัทคาดอัตรากำไรขั้นต้นและการเติบโตของ SSSG จะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิปี 2023 ที่ 3.19 พันล้านบาท และราคาเป้าหมายที่ 18.84 บาท








