ทางเทคนิค คาด SET Index เคลื่อนไหว Sideways แนวต้าน 1,540/1,545 จุด แนวรับ 1,525/1,520 จุด โดยทางเทคนิคจะมีความเสี่ยงเชิงลบต่อเมื่อดัชนีฯ ปิดต่ำกว่า 1,515 จุด ซึ่งจะส่งผลต่อการเกิดรูปแบบขาลง Head & Shoulder โดยมีเป้าหมายที่ 1,475 จุด
ประเด็นสำคัญวันนี้ ไฮไลท์อยู่ที่
1) +การเมืองไทย: ผลการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี วันที่ 22 ส.ค. คาดว่าจะมีมติเกินกึ่งหนึ่งของ 2 สภา (374 เสียง) รับรองคุณเศรษฐา ทวีสิน ที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 โดยคาดว่า 314 เสียง จะมาจาก 11 พรรคพันธมิตรพิเศษ (รวมพรรครวมไทยสร้างชาติ) และที่เหลือจะมาจากการสนับสนุนของ สว. ซึ่งต้องการเพียง 60 เสียง จากทั้งหมด 250 เสียง โดยผลโหวตดังกล่าวจะเป็น Positive Momentum ต่อตลาดหุ้นไทย บนคาดการณ์ว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเร่งออกนโยบายประชานิยม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน และลดกระแสต่อต้านจากม็อบต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มอิงการบริโภคในประเทศ (อาหาร ค้าปลีก)
2) ตัวเลขเศรษฐกิจสาคัญ: EU รายงานตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ก.ค. ครั้งสุดท้าย (Consensus คาด ลดลงเหลือ +5.3% YoY, -0.1% MoM Vs เดือน มิ.ย. ที่ 5.5% YoY, +0.3% MoM) ซึ่งจะทำให้โอกาสสูงขึ้นที่ ECB ยุติวงจรดอกเบี้ยขาขึ้นภายในปีนี้ ส่วนส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่อาจมีผลต่อตลาดหุ้นไทยต้นสัปดาห์ (ประกาศก่อนตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดวันจันทร์) ได้แก่
- สภาพัฒน์จะรายงานตัวเลข 2Q23E GDP Growth ในช่วงเช้าของวันจันทร์ที่ 21 ส.ค. เวลา 9.30 น. โดย Consensus คาดเติบโต +1.4% QoQ, +2.6% YoY (ลดลงเมื่อเทียบกับ 1Q23 GDP ที่เติบโต +1.9% QoQ, +2.7% YoY) แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ (ภาคบริการ) ที่ปรับสูงขึ้น ขณะที่ภาคการค้าระหว่างประเทศเป็นตัวฉุด เนื่องจากเศรษฐกิจคู่ค้าที่เติบโตชะลอตัว ส่งผลต่อการส่งออกต่ำกว่าระดับคาดการณ์ ส่วนแนวโน้ม 2H23E GDP Bloomberg Consensus คาดเติบโตชะลอลง QoQ (คาด +1.2% QoQ และ +0.9% QoQ ใน 3Q-4Q23E ตามลำดับ) และทั้งปี 2023E คาด +3.6% YoY เท่ากับประมาณการของ ธปท. (Figure 1: ซ้าย) แต่สูงกว่าคาดการณ์ของสภาพัฒน์ฯ ที่ 3.2% (กรอบ 2.7-3.7%) ทั้งนี้ ความเสี่ยงเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยใน 2H23E มีสูงขึ้น (Figure 1: ขวา) อิงสุญญากาศการเมืองที่ล่าช้ายาวนาน ทำให้ไม่สามารถมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม รวมถึงการชะลอการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อรอนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ส่วนแรงกดดันจากดอกเบี้ยขาขึ้น เป็นปัจจัยกดการบริโภคในประเทศชะลอตัว
- จีน: คาดธนาคารกลางจีนประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี ประเภท 1 ปี และ 5 ปี ลง 0.15% เป็น 3.4% และ 4.05% ตามลำดับ เวลา 8.15 น. วันจันทร์ 21 ส.ค. เพื่อสนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อ หลังจากประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย MLF 1 ปี ลง 0.15% เป็น 2.5% เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นการขอสินเชื่อภาคธุรกิจให้ฟื้นตัว หลังรายงานสินเชื่อใหม่ New Bank Loans เดือน ก.ค. หดตัวถึง -89% YoY เป็น CYN345.9bn.
กลยุทธ์ลงทุน แนะนำ หุ้นอิงการบริโภคในประเทศ (ค้าปลีกและอาหาร) รับกระแสหุ้นอิงนโยบายพรรคเพื่อไทย หากได้รับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี วันอังคารนี้ BJC HMPRO ICHI
Strategic daily picks
BJC ปิด 35.00 บาท/แนวรับ 33.50 บาท แนวต้าน 37.25 บาท
BJC รายงานผลการดำเนินงานใน 1H23 มีรายได้รวม 8.36 หมื่นล้านบาท (+3.5% YoY) หลัก ๆ มาจากกลุ่มสินค้าและบริการ ค้าปลีกสมัยใหม่ (+4.1%) และกลุ่มสินค้าและบริการทางบรรจุภัณฑ์ (+3.2%) และมีกำไรสุทธิ 2.46 พันล้านบาท (+0.6% YoY) จากความสามารถในการทำกำไรดีขึ้นในกลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่ นอกจากนี้ บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ 0.15 บาท/หุ้น Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิปี 2023 ที่ 5.89 พันล้านบาท และราคาเป้าหมายที่ 41.87 บาท
HMPRO ปิด 13.50 บาท/แนวรับ 13.00 บาท แนวต้าน 14.20 บาท
HMPRO เผยแนวโน้มรายได้ใน 2H23 สูงกว่า 1H23 ด้วยแรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาล และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และยังคงเป้ายอดขายจากสาขาเดิมที่ 3-5% ทั้งนี้ Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิปี 2023 ที่ 6.84 พันล้านบาท และราคาเป้าหมายที่ 16.92 บาท
ICHI ปิด 15.90 บาท/แนวรับ 15.50 บาท แนวต้าน 16.60 บาท
ICHI รายงานรายได้ 2Q23 ที่ 2.03 พันล้านบาท (+25.6% YoY) และกำไรสุทธิ 255.6 ล้านบาท (+67.6% YoY) จากความสำเร็จธุรกิจเครื่องดื่มในประเทศ ยอดขายชาเขียวพร้อมดื่มสามารถเติบโต และขยายมาร์เก็ตแชร์ได้มากขึ้น พร้อมกันนี้บริษัทมีแนวโน้มที่จะสร้างกำไรทำสถิติสูงสุดรายไตรมาสอย่างต่อเนื่องใน 3Q-4Q23 Bloomberg Consensus ประมาณการกำไรสุทธิปี 2023 ที่ 903.67 ล้านบาท และราคาเป้าหมายที่ 17.38 บาท









