ทางเทคนิค คาด SET Index อ่อนตัว แนวต้าน 1,540 จุด (EMA 75 วัน) แนวรับ 1,515/1,505 จุด (แนวรับเดิม) ดัชนีฯ ยังคงเคลื่อนไหวในทิศทาง Zig-Zag Down ทดสอบแนวรับของกรอบขาขึ้น Up Channel 1,488-1,540 จุด
โดยสัญญาณอ่อนตัวอีกครั้ง จะเกิดขึ้นหากดัชนีฯ หลุดแนวรับสำคัญ 1,515 จุด ในทางตรงกันข้ามสัญญาณซื้อใหม่ จะเกิดขึ้นหากดัชนีฯ ทะลุ 1,540 จุด
เรามีมุมมองเชิงลบต่อทิศทางตลาดหุ้นไทย และยังคงแนะนำให้นักลงทุนปรับลดพอร์ต (ขายก่อน เพื่อซื้อคืนเมื่ออ่อนตัว) (รายงาน KTX Ahead) โดยคาดว่านักลงทุนต่างชาติที่เป็นผู้หนุนตลาดหุ้นไทยตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา (ต่างชาติเปิดสัญญา Long SET50 Index Futures สะสมกว่า 1.2 แสนสัญญา ในเดือน ก.ค. MTD) จะพลิกกลับมาขายตลาดหุ้นไทย โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก
1. ปัจจัยต่างประเทศ เราคาดว่าตลาดหุ้นเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มอ่อนตัวลงในสัปดาห์นี้ อันเป็นผลจากค่าเงิน USD มีแนวโน้มพลิกมาเป็นแข็งค่าเทียบตะกร้าสกุลหลัก (ค่าเงิน USD ใน 6 ตะกร้าสกุลหลัก เริ่มแข็งค่าไปที่ 101 หลังจากดิ่งลงจาก 103.57 เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ลงมาต่ำสุดที่ 99.589 เมื่อวันที่ 18 ก.ค. (Figure 2) อันเป็นผลจากสหรัฐฯ รายงาน US 2Q23E GDP Growth เติบโตสูง (ตลาดคาด +1.8% QoQ ถึง +2.4% QoQ) และหลังจากมีมติปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเฟดกลางสัปดาห์นี้ คาดว่าประธานเฟดยังคงส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง (Hawkish) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของตลาดที่คาดว่าวงจรดอกเบี้ยขาขึ้นของเฟดสิ้นสุดลงแล้ว
2. ปัจจัยในประเทศ เราคาดว่าแนวโน้มค่าเงินบาท/USD สัปดาห์นี้ มีแนวโน้มอ่อนค่า เนื่องจากการผิดหวังต่อรายงานดุลการค้าไทยเดือน มิ.ย.(Consensus คาดขาดดุลจาก -USD1.8bn. เป็น –USD0.9bn. โดยการนำเข้าหดตัว -7.25% YoY Vs เดือน พ.ค. -3.4% YoY และส่งออกลดลง -7.3% YoY (แต่ KTX คาด -9% YoY) Vs -4.6% YoY ในเดือน พ.ค. ส่วนประเด็นโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีวันพฤหัสบดีนี้ มีโอกาสถูกเลื่อนออกไป (และไม่ชัดเจนว่าจะเริ่มโหวตได้อีกเมื่อไร) หลังจากล่าสุดผู้ตรวจการแผ่นดินมีความเห็นรับคำร้องของผู้ร้องและเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ เพื่อพิจารณากรณีเสนอชื่อ นายพิธาฯ เป็นนายกรัฐมนตรีซ้ำ เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ รวมถึงขอให้รัฐสภาเลื่อนโหวตนายกรัฐมนตรี จนกว่าจะมีคำวินิฉฉัย (เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดสุญญากาศการเมือง เนื่องจากขั้นตอนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ อาจใช้เวลานานถึง 60 วัน)
ส่วนประเด็นวันนี้ จับตา 1. รายงานผลประกอบการ 2Q23E ของไทย (คาด SCGP รายงานกำไรสุทธิ 1,370 ล้านบาท -26.2% YoY, +12.2% QoQ) และของสหรัฐฯ ไฮไลท์ อยู่ที่ Dow GM Alphabet Microsoft 3M TXN Visa Verizon (Figure 1) โดยเราคาดว่าจะเป็นบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ และกระแสหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หากออกมาดีกว่าตลาดคาดการณ์ 2. รายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ไฮไลท์อยู่ที่ สหรัฐฯ รายงาน CB Consumer Confidence เดือน ก.ค. (Consensus คาดดีขึ้นเป็น 111.5 Vs เดือน มิ.ย. 109.7) House Price Index เดือน พ.ค. Consensus คาด +2.6% YoY (Vs เดือน เม.ย. +3.1% YoY) และ Germany รายงาน Ifo Business Climate เดือน ก.ค. คาด ลดลงเป็น 88 (Vs เดือน มิ.ย. 88.4) Ifo Current Conditions เดือน ก.ค. คาดลดลงเป็น 93 (Vs เดือน มิ.ย. 93.7)
กลยุทธ์ลงทุน แนะนำ หุ้นกลุ่มปลอดภัย ได้แก่ WHA AMATA KTB บนคาดการณ์ว่าจะมีความเสี่ยงเชิงลบจากแรงขายต่างชาติจำกัด ท่ามกลาง หลายปัจจัยเสี่ยงที่กำลังจะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้
Strategic daily picks
WHA ปิด 4.88 บาท/แนวรับ 4.74 บาท แนวต้าน 5.10 บาท
Consensus คาดนิคมอุตสาหกรรมในเวียดนามของ WHA จะได้ปัจจัยบวกจากธนาคารกลางเวียดนามปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50% มาอยู่ที่ 4.50% และปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่มลง 2% มาที่ 8% ทั้งนี้ Consensus คาดการณ์กำไรสุทธิ 2Q23 ที่ 526 ล้านบาท จากธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมฟื้นตัว และรายได้จากธุรกิจบริการไฟฟ้า Solar Rooftop เติบโต และคาดผลประกอบการ 2H23 จะเติบโต HoH จากการโอนที่ดินจะเร่งตัวขึ้นช่วงปลาย 3Q23 และรับรู้รายได้พิเศษจากการขายสินทรัพย์ใน 4Q23 และประเมินราคาเป้าหมายที่ 5.24 บาท
AMATA ปิด 24.00 บาท/แนวรับ 23.40 บาท แนวต้าน 25.00 บาท
AMATA ตั้งเป้าขายที่ดินปี 2023 ที่ 2.25 พันไร่ (ไทย 1.5 พันไร่ และเวียดนาม 750 ไร่) และคาดปี 2023 จะเริ่มมียอดขายที่ดินจากนิคมฯ ในสปป. ลาว ราว 200-300 ไร่ นอกจากนี้ AMATA มีที่ดินรอเซ็นสัญญา 6.65 พันล้านบาท (เวียดนาม 1.8 พันล้านบาท) และคาดประมาณ 2.5 พันล้านบาท จะสามารถบันทึกรายได้ในปีนี้ ทั้งนี้ Consensus คาดยอดขายที่ดินใน 2Q23 จะเติบโตโดดเด่น และยังคงมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มการลงทุนและ FDI ในไทย สาหรับพื้นที่ EEV พร้อมกันนี้ได้ประมาณการกำไร 2Q23 ที่ 434 ล้านบาท และราคาเป้าหมายที่ 27.79 บาท
KTB ปิด 20.20 บาท/แนวรับ 19.70 บาท แนวต้าน 21.00 บาท
KTB รายงานกำไรสุทธิ 1.02 หมื่นล้านบาท ใน 2Q23 (+22% YoY, +1% QoQ) โดยมี NIM ปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.21% เพิ่มขึ้นจาก 2.97% ใน 1Q23 เนื่องจากได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยขาขึ้น และเน้นการขยายสินเชื่อรายย่อยในส่วนของสินเชื่อส่วนบุคคล, บ้าน และ KTB Leasing มากขึ้น ทั้งนี้ Consensus คาดแนวโน้มกำไรสุทธิใน 3Q23 จะเพิ่มขึ้นได้ทั้ง YoY, QoQ จากการไม่ต้องเร่งตั้งสำรองฯ และ NIM เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ประมาณการกำไรสุทธิปี 2023 คาดอยู่ที่ 3.83 หมื่นล้านบาท และราคาเป้าหมายที่ 21.92 บาท








