เราคาดว่ากำไรสุทธิของ BCH ใน 2Q66F จะอยู่ที่ 277 ล้านบาท (-75.8% YoY, +9.1% QoQ) คิดเป็น 19.5% ของประมาณการกำไรเต็มปีของเรา ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงผลประกอบการรายไตรมาสที่ฟื้นตัวขึ้น QoQ
เนื่องจาก i) มีการปรับขึ้นค่าเหมาจ่ายรายหัวขั้นพื้นฐานของ SSO อีก 10.2% ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ii) มีจำนวนผู้ป่วยชาวเมียนมาร์เพิ่มขึ้นจากการส่งต่อผู้ป่วยข้ามพรมแดน และ iii) COVID-19 กลับมาระบาดอีกครั้งในเดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม เราคาดว่ากำไรสุทธิใน 2Q66F จะยังต่ำกว่าศักยภาพ เพราะมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากโรงพยาบาลในเวียงจันทน์ (ประมาณ 60 ล้านบาท ซึ่งบันทึกในรายการค่าใช้จ่าย SG&A จาก 15 ล้านบาทใน 1Q66) ทั้งนี้ เราคาดว่ากำไรสุทธิใน 2Q66F จะถูกกระทบจากฐานที่สูงใน 2Q65 (ซึ่งบริษัทมีกำไรสุทธิ 1.14 พันล้านบาท) อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าผลประกอบการใน 2Q66F จะสะท้อนสภาวะที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการรักษาโรคที่ไม่เกี่ยวกับ COVID แม้ว่าไตรมาสสองจะเป็นช่วงที่ผลการดำเนินงานชะลอตัวตามฤดูกาลก็ตาม เราคาดว่ารายได้ใน 2Q66 จะอยู่ที่ 2.82 พันล้านบาท (-49.0% YoY, +5.3% QoQ) ในขณะที่คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ที่ 29.6% ลดลงจาก 36.9% ใน 2Q65 แต่ดีขึ้นจาก 27.6% ใน 1Q66 ทั้งนี้ เราคาดว่ากำไรสุทธิในงวด 1H66F จะคิดเป็น 37.4% ของประมาณการกำไรเต็มปีของเรา
กำไรมีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้นใน 2H66
เรามั่นใจว่ากำไรของ BCH จะแข็งแกร่งขึ้นใน 2H66F โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 3Q66 เนื่องจาก i) ฐานที่ต่ำใน 3Q65 ซึ่ง BCH มีผลขาดทุนสุทธิ 403 ล้านบาทจากการ write-off วัคซีน Moderna ii) ได้อานิสงส์จากการปรับขึ้นค่าเหมาจ่ายรายหัวขั้นพื้นฐานของ SSO เต็มไตรมาส iii) ปัจจัยฤดูกาล นอกจากนี้ เรายังคาดว่า BCH จะเติบโตต่อเนื่องในระยะยาวจากการขยายโรงพยาบาลใหม่แบบ greenfield ได้แก่ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ สุวรรณภูมิ บนที่ดิน 25 ไร่ โดยมีมูลค่าโครงการรวม 350 ล้านบาท และจะมี capacity รวม 268 เตียง (สูงกว่าโรงพยาบาลแห่งอื่น ๆ ของบริษัทที่ประมาณ 100 เตียง) ขณะที่คาดว่า capex จะอยู่ที่ 1.25 พันล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่างานก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่นี้จะเริ่มในปี 2567 และบริษัทตั้งเป้าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2569 นอกจากนี้ BCH ยังตั้งเป้าจะเพิ่มจำนวนโรงพยาบาล ใหม่อีกห้าแห่งในช่วงปี 2566-2570 ซึ่งจะทำให้จำนวนโรงพยาบาลทั้งหมดของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 20 แห่ง (จากปัจจุบันที่ 15 แห่ง) โดยจะเป็นการขยายเครือข่ายโรงพยาบาลทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ (เน้นที่ CLMV) ทั้งนี้ เรามองว่าอุปสงค์ของบริการทางการแพทย์มีแนวโน้มแข็งแกร่งจากผู้ป่วยประกันสังคม SSO (กลุ่มธุรกิจในประเทศ) ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยลงทะเบียน >1 ล้านคนแล้ว นอกจากนี้ ธุรกิจในต่างประเทศก็มีศักยภาพในการเติบโตเช่นกันหลังจากที่บริษัทเปิดโรงพยาบาลใหม่ในลาวไปเมื่อปี 2565
Valuation & Action
เรายังคงแนะนำ ซื้อ และประเมินราคาเป้าหมาย DCF ปี 2566 ที่ 23.00 บาท (WACC 7.5% และ TG 3.0%)
Risks
COVID-19 ระบาด, ปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองของไทยรอบใหม่, และเกิดเหตุก่อการร้ายครั้งใหญ่









