ภาพรวมหุ้นสหรัฐฯมีแนวโน้มจะกลับมาเคลื่อนไหวตามผลประกอบการ เงินเฟ้อสหรัฐฯ ออกมาสอดคล้องมุมมองของเรา และต่ำกว่าคาดการณ์ของตลาด
โดยตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ออกมาที่ +0.2% MoM และ +3.0% YoY (ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ +0.3% MoM และ +3.1% YoY) / เงินเฟ้อไม่รวมพลังงานและอาหาร (Core CPI) ออกมาที่ +0.2% MoM และ +4.8% YoY (ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ +0.3% MoM และ +5.0% YoY) ซึ่งผลต่อตลาด คือ ทำให้ตลาดเพิ่มคาดการณ์ว่าเฟดน่าจะใกล้หยุดขึ้นดอกเบี้ย หรืออาจขึ้นอีกครั้งเดียวในการประชุม 26 ก.ค. และค่าเงินสหรัฐฯ อ่อนลง ส่งผลบวกต่อราคาพลังงานและทิศทางค่าเงินเอเชียและตลาดเกิดใหม่ ทั้งนี้ตลาดจะเปลี่ยนโฟกัสจากทิศทางดอกเบี้ย มายังแนวโน้มผลประกอบการที่ช่วงสั้นมีแรงกดดันจากการปรับประมาณการลง และเศรษฐกิจไตรมาส 3-4/66 ซึ่งมีโอกาสจะเห็นการถดถอยทางเทคนิค ดังนั้นอาจมีแรงกดดันจากผลประกอบการ แต่เรามองเป็นโอกาสทยอยสะสมเนื่องจากแรงกดดันจากนโยบายการเงินแบบตึงตัวที่สร้างภาวะ De-rating ในการลงทุนจะอ่อนกำลังลงหลังการผยุดขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ
หุ้นไทยอาจผันผวนจากภาพการเมืองระยะสั้นมีความไม่แน่นอน แต่ไม่เปลี่ยนแปลงภาพใหญ่ที่เรามองบวกต่อทุกผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ยังคงมุมมองฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นดังนี้ 1) คุณพิธาเป็นนายกฯ และรัฐบาลนำโดยก้าวไกลและเพื่อไทย (โอกาส 40%) 2) คุณเศรษฐาเป็นนายกฯ และรัฐบาลนำโดยก้าวไกลและเพื่อไทย (โอกาส 40%) และ 3) นายกรัฐมนตรีเป็นบุคคลอื่น หรือเกิดการจับขั้วรัฐบาลที่นำโดยเพื่อไทย ขณะที่ก้าวไกลหลุดไปเป็นฝ่ายค้าน (โอกาส 20%) // เรามองฉากทัศน์ที่ตลาดจะตอบรับเชิงบวกจากมากไปน้อยได้แก่ 2, 1 และ 3 (เนื่องจากในฉากทัศน์สุดท้ายอาจก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการประท้วงต่อต้าน) // การที่กกต.ส่งเรื่องถารถือหุ้น ITV ของคุณพิธา ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและขอให้สั่งยุติปฏิบัติหน้าที่ แม้ไม่มีผลต่อคุณสมบัติการเสนอชื่อโหวตเป็นนายกรัฐมนตรี แต่อาจสร้างเงื่อนไขที่ทำให้เสียงสนับสนุนลดลง อาจเป็นลบระยะสั้น แต่เพิ่มโอกาสของการเกิดฉากทัศน์ที่ 2 ในระยะกลาง
ภาพรวมกลยุทธ์: แกว่งตัว 1,480-1,525 จุด ขณะที่ระยะกลาง 2-3 เดือน มีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกกดดันให้เกิด de-rating ทำให้ในเชิงกลยุทธ์ ต้องกลับมาเน้นหุ้นที่โมเมนตัมกำไรเป็นบวก / Valuation ไม่แพง / ปันผลสูง (มี 1 หรือหลายข้อนี้รวมกัน) โดยภาวะ de-rating จะลดลงหลังการหยุดขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ทำให้เรามองการปรับลงในช่วง 2 เดือน ข้างหน้า เป็นโอกาสในการทยอยสะสม
หุ้นแนะนำ: SCB*, ESSO*, NSL*, PTTEP*
แนวรับ: 1,489 / แนวต้าน : 1,500-1,525 จุด
สัดส่วนลงทุน: เงินสด 40% vs พอร์ตหุ้น 60%
ประเด็นการลงทุนที่น่าสนใจ
โหวตนายกฯ ส่อลากยาว - จับตาวันนี้โหวตนายกรัฐมนตรี ส่อลากยาว หลังกกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยคุณสมบัติจากการถือหุ้น ITV “ก้าวไกล” โต้ทันที ถามเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ ส่วน “ชลน่าน” ย้ำเสนอชื่อ “พิธา” เองแน่นอน “เสรี” ส.ว.ออกโรงขู่อีก ใครหนุนอาจเจอยุบพรรค ด้าน “ดร.ธนพร ศรียากูล” ฟันธงพิธาวืดแน่นอน ทำให้โอกาสมาตกกับเพื่อไทย นายกสมาคมบลจ. ยอมรับหวั่นการเมืองนอกสภาทำตลาดหุ้นทรุด
PTG ปรับกลยุทธ์รับมือ ไม่ต่ออายุลดภาษีดีเซล – มั่นใจยอดขายงวดไตรมาส 3/2566 โตแกร่ง รับข่าวไม่ต่ออายุมาตรการภาษีสรรพสามิตดีเซล กดดันจิตวิทยาระยะสั้น เตรียมปรับกลยุทธ์รับมือ และรักษาค่าการตลาดเฉลี่ยทั้งปี 2566 ระหว่าง 1.80-1.90 บาท ด้านนักวิเคราะห์มั่นใจ กบง. จะให้กองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยสนับสนุน
CPN ผนึก J.FRONT ค้าปลีกญี่ปุ่น – ลงนาม ความร่วมมือ Joint R&D เชื่อมโยงรีเทลไทย-ญี่ปุ่น โชว์แผนขับเคลื่อนธุรกิจปี 66-70 ลงทุนรวมกว่า 135,000 ล้านบาท ภายใต้ 200 โครงการ
ประเด็นติดตาม: 13 ก.ค. - US PPI, Initial Jobless Claims, CH NBS Press Conference, EU Economic Forecasts / 16 ก.ค. - CH GDP / 18 ก.ค. - US Retail Sales
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)









