โอกาสพรรคร่วมฯ บรรลุ MOU เพื่อจัดตั้งรัฐบาลสูงขึ้น คาดเห็นสัญญาณประนีประนอมผ่านการถอดการแก้ ม.112 จากวาระร่วม พรรคก้าวไกลเผยแพร่ข้อมูลผ่านทาง Facebook ให้ข้อมูลว่ารัฐบาลผสมจะผลักดันนโยบาย 2 ส่วน
ได้แก่ 1) วาระร่วมของทุกพรรคที่ระบุใน MOU ซึ่งทุกพรรคเห็นตรงกันและพร้อมร่วมผลักดัน 2) วาระเฉพาะของแต่ละพรรค ที่ไม่ขัดแย้งกับ MOU ซึ่งอาจผลักดันได้ผ่านผลไกการบริหารกระทรวงที่มีตัวแทนเป็นรมว. หรือ ผ่านกลไกนิติบัญญัติ (เสนอผ่านสภาฯ) // เรามองการสื่อสารประเด็นดังกล่าวเป็นบวกต่อการตั้งรัฐบาล เนื่องจากเป็นสัญญาณประนีประนอม และทำให้มีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากทั้งพันธมิตรและพรรคการเมืองอื่น รวมถึงส.ว.ในการจัดตั้งรัฐบาลและสนับสนุนหัวหน้าพรรคก้าวไกล พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้สามารถติดตามการแถลง MOU เพื่อจัดตั้งรัฐบาลในเวลา 16.30 น.
SET Index ตอบรับเป็นลบนโยบายของรัฐบาลใหม่ นอกจาก MOU จะเป็นปัจจัยติดตามเกี่ยวกับโอกาสในการได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาลและส.ว. นโยบ่ายหรือวาระร่วมจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดให้น้ำหนักและนำมาประเมินผลกระทบต่อกำไรของกลุ่มอุตสาหกรรมและกำไรของบริษัทจดทะเบียนรวม นโยบายที่สำคัญ 2 ข้อได้แก่ 1) การปรับลดค่าไฟ คาดไม่ส่งผลต่อหุ้นไฟฟ้าโดยตรงเพราะน่าจะมาจากการปรับลดต้นทุนพลังงาน แต่ส่งผลบวกต่อต้นทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมกรรมต่างๆ โดยเฉพาะค้าปลีก การผลิต 2) นโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะส่งผลกระทบในทางเพิ่มต้นทุนของกิจการ ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง ได้แก่ กลุ่มที่ใช้อแรงงานในสัดส่วนที่สูง ได้แก่ รับเหมาก่อสร้าง และแปรรูปอาหาร อย่างไรก็ตาม ค่าแรงขั้นต่ำที่สูงขึ้น จะเพิ่มการบริโภคและกำลังซื้อ ซึ่งคาดว่าจะบวกต่อกลุ่มค้าปลีก ท่องเที่ยว
การเจรจาเพดานหนี้คาดได้ข้อสรุปในนาทีสุดท้าย การเจรจาเรื่องขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ ยังไม่ได้ข้อสรุป และคาดต้องรอการเจรจากับประธานาธิบดีไบเดนหลังกลับจากประชุม G7 ซึ่งเรามองว่าความไม่แน่นอนดังกล่าวจะเป็นปัจจัยทำให้ตลาดระยะสั้นแกว่งตัว
ภาพรวมกลยุทธ์: มีโอกาสซึมลงหลุด 1,505 จุด สู่ 1,480-1,490 จุด จากความกังวลผลกระทบนโยบายขึ้นค่าแรงที่อาจกระทบต่อผลประกอบการ แต่มองเป็นโอกาส selective buy กลุ่มที่น่าจะเห็นการฟื้นตัวได้ชัดเจนในปี 2566 และยังมีการถือครองที่ต่ำ (Underowned) ระวังความผันผวนของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจ
หุ้นแนะนำ: BJC*, AMATA, MAJOR*, AAV*
แนวรับ: 1,505 / แนวต้าน : 1,528-1,537 จุด
สัดส่วนลงทุน: เงินสด 40% vs พอร์ตหุ้น 60%
ประเด็นการลงทุนที่น่าสนใจ
เฟดอาจไม่ขึ้นดอกเบี้ยสูงมากนักเพื่อสกัดเงินเฟ้อ –นายพาวเวลให้ความเห็นว่า ภาวะตึงตัวในภาคธนาคารเป็นปัจจัยทำให้เฟดไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระดับที่สูงมากนักเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
BTS อาจขาดทุนจาก STARK และ JMART – มูลค่าหุ้น BTS ถูกกดันอย่างหนัก เนื่องจากมีการลงทุนใน STARK ซึ่งอาจมากถึง 300 ลบ. รวมถึง มีการลงทุนใน JMART ที่ขาดทุนอย่างหนักมากถึง 295 ลบ. นอกจากนี้ BTS ยังได้รับกระทบทางอ้อมจากการถือหุ้นผ่าน VGI และ RABBIT
MENA ขายบิ๊กล็อต ให้กองทุนสิงคโปร์ – ซึ่งเป็นการทำรายการขายหุ้นของนายณัฐพล ขจรวุฒิเดชจำนวน 85 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 11.58 % ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ในราคาหุ้นละ 2.45 บาท คิดเป็นมูลค่า 208.25 ล้านบาท โดยทำรายการขายให้กับ Capital Asia Investments ซึ่งเป็นกองทุนจากประเทศสิงคโปร์
ประเด็นติดตาม: 23 พ.ค. – US PMI, New Home Sales, Building Permits / 24 พ.ค. – FOMC meeting Minutes / 25 พ.ค . – US GDP, Initial Jobless Claims, Pending Home Sales
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)








