ประมาณการ 1Q66F – ผลประกอบการจะแข็งแกร่งขึ้น
BGRIM กำหนดส่งงบในวันที่ 15 พฤษภาคม โดยเราคาดว่าบริษัทจะพลิกเป็นกำไรสุทธิ 350 ลบ.ใน 1Q65F จากขาดทุนสุทธิ 545 ลบ.ใน 4Q65 เพราะไม่มีผลขาดทุนก้อนใหญ่จากการด้อยค่าของสินทรัพย์เหมือนกับใน 4Q65 ทั้งนี้ เนื่องจากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนต่ำจนแทบไม่มีผลเลย ดังนั้น เราจึงคาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักจะอยู่ที่ 350 ลบ. (+107% QoQ. +930% YoY) คิดเป็น 18% ของประมาณการปี 2566F ของเรา หนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้นของ SPPs
คาดว่า margin จะฟื้นตัวขึ้นจากการขึ้นค่า Ft ในขณะที่ราคาก๊าซของ SPP ลดลง
เราคาดว่ากำไรขั้นต้น (GP) ของ BGRIM จะพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ 2.0 พันลบ. (+22% QoQ, +57% YoY) โดยคาดว่า GPM จะเพิ่มขึ้นเป็น 12.7% (จาก 11.5% ใน 4Q65 และ 8.8% ใน 1Q65) ผลประกอบการที่ฟื้นตัวขึ้น YoY จะเป็นเพราะมีการขึ้นค่า Ft ตามราคาก๊าซที่ขยับสูงขึ้น ในขณะที่ปริมาณยอดขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. และผู้ใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม (IUs) ลดลง ส่วนกำไรที่ดีขึ้น QoQ จะเป็นเพราะ i) GP แข็งแกร่งขึ้นเนื่องจากมีการจ่ายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. และ IUs เพิ่มขึ้น บวกกับมีการขึ้นค่า Ft เป็น 1.55 บาท/kWh (+0.61) เนื่องจากราคาก๊าซ SPP เฉลี่ยอยู่ที่ 480 บาท/mmbtu (-1% QoQ, +38% YoY) และ ii) SG&A กลับมาอยู่ระดับปกติ
จะเป็นอย่างไรต่อไปในช่วงที่เหลือของปี 2566…?
เราคาดว่ากำไรรายไตรมาสจะดีขึ้นเป็นลำดับทั้ง QoQ และ YoY โดยปัจจัยกระตุ้นได้แก่ราคาก๊าซ SPP ลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการปรับลดค่า Ft ลงก็ตาม เราคาดว่ากำไรน่าจะอยู่ในช่วง 350-400 ล้านบาท/ไตรมาส โดยโครงการใหม่ที่จะเริ่มเปิดดำเนินการในปี 2566 ได้แก่โครงการอู่ตะเภา (เฟส 1 – 68MWe) และ BGPAT2-3 (196MWe) ทั้งนี้ BGRIM ยังหวังว่าจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งได้ตามเป้า 10GWh ภายในปี 2573 (จาก 3.4GWh ในปี 2565) แต่เรามองว่าการจะทำให้ได้ตามเป้าดังกล่าวเป็นเรื่องท้าทายสำหรับ BGRIM เนื่องจากงบดุลค่อนข้างตึง
Valuation & Action
เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมายที่ 46 บาทไปก่อน แต่เราน่าจะปรับลดกำไรลงเพื่อสะท้อนถึงค่า Ft ที่ลดลงเร็วกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ สำหรับแนวโน้มในระยะสั้นหลังจากที่หุ้นโรงไฟฟ้าลดลงทั้งกระดานจากภาวะตลาดที่อ่อนแอ และประเด็นทางการเมือง เราคิดว่าหุ้น BGRIM น่าจะดีดตัวกลับได้จากการฟื้นตัวของกำไรในปี 2566 และแรงหนุนจากราคาน้ำมันและผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง
Risks
ปิดซ่อมบำรุงนอกแผน, ปัญหา cost overruns, และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย









