กำไรสุทธิของ KKP ใน 1Q66 อยู่ที่ 2.0 พันล้านบาท (+46% QoQ และ +2% YoY) สูงกว่าประมาณการของเรา/ของตลาดฯ 21%/10% เพราะมีการกลับรายการด้อยค่า NPA เป็นรายได้ 619 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ (credit cost) ต่ำกว่าที่คาดไว้
แต่หากไม่รวมรายการเหล่านี้กำไรจากการดำเนินงาน (PPOP) จะต่ำกว่าประมาณการของเรา 15% ทั้งนี้ กำไรใน 1Q66 คิดเป็น 30% ของประมาณการกำไรเต็มปีของเรา
อัตราการเติบโตของสินเชื่อลดลง และ NIM ลดลงอย่างมาก
สินเชื่อรวมขยายตัว 3% QoQ และ 17% YoY จากสินเชื่อยีลด์ต่ำในกลุ่มสินเชื่อธุรกิจ และผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ในขณะเดียวกัน สินเชื่อเช่าซื้อ (H/P) ชะลอตัวลงอย่างมาก (เหลือเพียง +2% QoQ และ 15% YoY) หลังจากที่ NPL ของสินเชื่อกลุ่มนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงสองไตรมาสก่อนหน้า ในทำนองเดียวกัน NIM ลดลงอย่างมากถึง 54bps QoQ แต่เพิ่มขึ้น 7bps YoY
รายได้ค่าธรรมเนียมลดลงอย่างมาก
รายได้ค่าธรรมเนียมลดลง 18% QoQ และ 14% YoY สะท้อนถึงการลดลงของรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน
มีผลขาดทุนก้อนใหญ่จากการขายรถที่ยึดมา
ราคารถมือสองที่ลดลงอย่างมาก และการที่ธนาคารมุ่งเน้นโตในกลุ่มตลาดล่างในต่างจังหวัดทำใหการขายรถที่ยึดมาได้ราคาไม่ดี และผลขาดทุนในส่วนนี้พุ่งสูงขึ้นเป็น 1.1 พันล้านบาทใน 1Q66 (จาก 740 ล้านบาทใน 4Q65 และ 250 ล้านบาทใน 1Q65) ผลขาดทุนดังกล่าวยังคงเป็นปัจจัยที่กดดัน KKP เพราะ NPL ของสินเชื่อ H/P ยังคงสูงขึ้นอีกใน 1Q66
NPL เกิดใหม่จากสินเชื่อ H/P ยังอยู่ในระดับสูง
จาก NPL จะเพิ่มขึ้นอย่างมากแล้วในไตรมาสก่อน หนี้เสียยังคงเพิ่มขึ้นอีกในไตรมาสนี้ แต่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลงที่ +2% QoQ และ +31% YoY โดย NPL จากสินเชื่อ H/P ยังคงเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงถึง+14% QoQ และ +110% YoY ในขณะที่ NPL ของสินเชื่อบ้านเริ่มส่งสัญญานเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สองที่ +10% QoQ และ +34% YoY ส่วน NPL ของสินเชื่อกลุ่มอื่น ๆ ชะลอตัวโดยอยู่ในขาลง
Valuation & Action
หากไม่รวมรายการกำไรทางบัญชี (FVTPL) และคชจ.ตั้งสำรองฯ กำไรจากธุรกิจหลักจะลดลง 20% QoQ และ 16% YoY จากรายได้ดอกเบี้ย และมิใช่ดอกเบี้ยที่ชะลอตัว ทำให้ธนาคารหันมาลดคชจ.ดำเนินงานลงอย่างมากเพื่อชดเชยรายได้ที่ขาดไป แม้ว่ากำไรใน 1Q66 คิดเป็น 30% ของประมาณการกำไรเต็มปีของเรา เรากังกลต่อการการเติบโตรายได้ในอนาคต ดังนั้นเราจึงยังคงประมาณการกำไรเต็มปีเอาไว้เท่าเดิมและคงราคาเป้าหมายปี 2566F เอาไว้ที่ 79 บาท (PE ที่ 11x)
Risks
NIM ลดลง, NPL เพิ่มขึ้นทำให้ต้องกำหนด credit cost เพิ่มขึ้น









